วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม’ รั่ว ปี 2022 ปล่อย ‘ก๊าซมีเทน’ มากสุดในประวัติศาสตร์

‘ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม’ รั่ว ปี 2022 ปล่อย ‘ก๊าซมีเทน’ มากสุดในประวัติศาสตร์

เดือนกันยายน 2022 เกิดหายนะครั้งใหญ่ใต้ “ทะเลบอลติก” เมื่อ “ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม” ขนส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังยุโรป แตกร้าวอย่างรุนแรง ส่งผลให้ “ก๊าซมีเทน” ก๊าซเรือนกระจกที่มีฤทธิ์รุนแรงที่สุดชนิดหนึ่ง รั่วไหลออกมา ก๊าซก็เริ่มฟองขึ้นที่จุดแตก 4 จุด ทำให้เกิดฟองขนาดใหญ่บนผิวน้ำ ในขณะนั้นผู้เชี่ยวชาญระบุว่าน่าจะควบคุมได้ แต่การวิจัยใหม่เปิดเผยความจริงที่ร้ายแรงกว่ามาก

การระเบิดจนทำให้ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมรั่วไหล เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครน โดยยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดระเบิดในครั้งนี้ รวมถึงความเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ข้อมูลจากงานการศึกษาที่ประสานงานโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) พบว่า มีก๊าซมีเทนรั่วไหลออกมาระหว่าง 445,000-485,000 ตัน ซึ่งสูงกว่าที่การประมาณการก่อนหน้านี้ ที่ราว 75,000-230,000 ตัน ทำให้กลายเป็นการรั่วไหลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง การค้นพบนี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเร่งด่วนในการลดปริมาณมีเทนทั่วโลก

ก๊าซมีเทนกักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศได้เร็วกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก ทำให้มีเทนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน การปล่อยมีเทนออกมาในคราวเดียวมากเกินไปจะเร่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลักษณะที่ไม่คาดคิด

นักวิจัยรวบรวมข้อมูลขั้นสูงจากดาวเทียม โดยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อระบุขอบเขตที่แท้จริงของการรั่วไหล รวมถึงดาวเทียมสำรวจโลกหลายดวง เช่น Copernicus Sentinel-1 และ Sentinel-2 พร้อมด้วยเครื่องวัดเสียงบรรยากาศอินฟราเรด (IASI) บนดาวเทียม MetOp-B ของ Eumetsat และข้อมูลเพิ่มเติมมาจากภารกิจอวกาศขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) เช่น Landsat 8 และ GHGSat

นักวิจัยยังได้นำการสังเกตการณ์ทางทะเล การวัดในชั้นบรรยากาศ การตรวจสอบทางอากาศ และการคำนวณทางวิศวกรรมมาใช้ แหล่งข้อมูลที่หลากหลายเหล่านี้ทำให้สามารถวิเคราะห์การปล่อยก๊าซมีเทนได้แม่นยำยิ่งขึ้น

สตีเฟน แฮร์ริส นักวิทยาศาสตร์จากหอสังเกตการณ์การปล่อยก๊าซมีเทนระหว่างประเทศของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (IMEO) เน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางนี้ โดยระบุว่า

“การสังเกตการณ์ผ่านดาวเทียมเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของแนวทางการวัดที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น เมื่อนำมารวมกันแล้วจะทำให้การศึกษาสามารถประเมินการปล่อยก๊าซมีเทนจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างครอบคลุมและแม่นยำ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการวิธีการวัดก๊าซมีเทนที่หลากหลายและเสริมซึ่งกันและกัน” 

ดิเอโก เฟอร์นานเดซ ปรีเอโต หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์การสังเกตการณ์โลกของ ESA อธิบายถึงความสำคัญของความก้าวหน้าของดาวเทียมในการติดตามการปล่อยก๊าซมีเทน

“การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ ESA สำหรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในการวัดมีเทนจากดาวเทียมได้ปรับปรุงความสามารถของเราในการระบุลักษณะการรั่วไหลของมีเทนทั่วโลก ผมเชื่อว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำวิทยาศาสตร์มาถ่ายทอดสู่การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากปัจจุบันเรามีอุปกรณ์ที่ดีขึ้นในการติดตามความคืบหน้าและตอบสนองต่อคำมั่นสัญญาเรื่องมีเทนระดับโลก” เฟอร์นันเดซ ปรีเอโตกล่าว

ปัจจุบัน การรั่วไหลของก๊าซมีเทนจากนอร์ดสตรีมถือเป็นการรั่วไหลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยบันทึกไว้ โดยจากการประเมินสูงสุดพบว่ามีการปล่อยก๊าซมีเทนมากกว่า 4 เท่าจากการรั่วไหลของก๊าซมีเทนที่อลิโซแคนยอนในปี 2015–2016 ในสหรัฐ  ซึ่งถือเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่ทราบ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีขนาดใหญ่ เหตุการณ์นอร์ดสตรีมกลับคิดเป็นเพียง 0.1% ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั้งหมดที่เกิดจากมนุษย์ในปี 2022 และเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซมีเทนของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเพียง 2 วันเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงแหล่งก๊าซมีเทนอื่น ๆ จำนวนมากที่เกิดจากมนุษย์ 

การลดปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนถือเป็นความพยายามระดับโลกที่มีความสำคัญ ที่ผ่านมาทั่วโลกได้ร่วมมือก่อตั้งปฏิญญาสากลเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน (Global Methane Pledge) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากกิจกรรมมนุษย์ให้ได้ 30% ในช่วงปี 2020-2030 โดยอาศัยการตรวจสอบที่ดีขึ้นและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกอันทรงพลังนี้ในชั้นบรรยากาศยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2024

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประมาณการว่า การผลิตและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซมีเทนเกือบ 120 ล้านตันในปี 2023 ส่วนอีก 10 ล้านตันมาจากพลังงานชีวภาพ เช่น มีเทนที่ถูกปล่อยออกมาตามธรรมชาติจากพื้นที่ชุ่มน้ำและแม่น้ำ รวมถึงวัว ทุ่งนา และหลุมฝังกลบขยะ 

ระดับของมีเทนยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำลายสถิติไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2019 โดย IEA ตั้งข้อสังเกตว่าในแต่ละวันการดำเนินการด้านน้ำมันและก๊าซปกติทั่วโลกปล่อยก๊าซมีเทนปริมาณเท่ากับการระเบิดของนอร์ดสตรีม

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ท่อส่งก๊าซระเบิดอีก หลายกำลังดำเนินการเชิงรุกสำหรับแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซที่เสื่อมสภาพ รัฐต่าง ๆ ในสหรัฐ ได้ริเริ่มโครงการเพื่อระบุและซ่อมแซมการรั่วไหลของมีเทนจากท่อส่งเก่า ชุมชนชายฝั่งจำนวนมากกำลังผลักดันให้มีการตรวจสอบท่อส่งก๊าซใต้น้ำที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

แต่วิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การเร่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไม่มีความเสี่ยงในการรั่วไหลอย่างร้ายแรงเหล่านี้ และการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยปกป้องทั้งเศรษฐกิจในท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมจากภัยพิบัติ ขณะเดียวกันก็สร้างชุมชนที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป


ที่มา: EarthFrance 24The Cool Down