background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ครบรอบ 14 ปี อุบัติภัยฟุกุชิมะ กรีนพีซเรียกร้องยุติพลังงานนิวเคลียร์

ครบรอบ 14 ปี อุบัติภัยฟุกุชิมะ กรีนพีซเรียกร้องยุติพลังงานนิวเคลียร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ (Fukushima Daiichi Nuclear Power Plant) ของบริษัท Tokyo Electric Power Company (TEPCO) เป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และสึนามิ ที่ถล่มทางตะวันออกของญี่ปุ่นในวันที่ 11 มีนาคม 2011 โดยมีผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในพื้นที่เป็นระยะเวลานานจนถึงปัจจุบัน

โดยเหตุการณ์เริ่มต้นจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ขนาด 9.0 ริกเตอร์ ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น หลังจากนั้นเพียงไม่นาน สึนามิ ขนาดใหญ่ที่มีคลื่นสูงถึง 15 เมตร ก็ได้ถล่มชายฝั่งของญี่ปุ่น โดยคลื่นสึนามิได้ทำลายระบบไฟฟ้าและการสื่อสารของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติภัยที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

หลังจากการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในระบบทำความเย็นของโรงไฟฟ้า การระบายความร้อนของเครื่องปฏิกรณ์ที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ถูกหยุดชะงัก ทำให้เกิดการหลอมละลายของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ใน 3 หน่วยของโรงไฟฟ้า (เครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 1, 2, และ 3) ทำให้เกิดการระเบิด ที่ส่วนของภาชนะห่อหุ้มของเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้เกิดการปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาในปริมาณสูงออกสู่สิ่งแวดล้อม กัมมันตภาพรังสี เช่นสู่บรรยากาศและทะเล โดยเฉพาะจากน้ำหล่อเย็นที่มีสารกัมมันตภาพรังสี

ประชาชนที่อาศัยในรัศมี 20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่ และในระยะเวลาหลังจากนั้นพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าถูกจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด แม้ว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิตทันทีจากการสัมผัสรังสี

แต่มีรายงานเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากรังสี น้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีถูกปล่อยออกสู่ทะเลและแหล่งน้ำโดยรอบ ทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสิ่งมีชีวิตในทะเลและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการประมง จากนั้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิถูกปิดการใช้งานอย่างถาวรและยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู โดยมีการเก็บกู้สารกัมมันตภาพรังสีและการจัดการขยะกัมมันตภาพรังสี

ญี่ปุ่นลดใช้พลังงานนิวเคลียร์

เหตุการณ์ฟุกุชิมะส่งผลให้เกิดการทบทวนในนโยบายพลังงานของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ และหันไปเน้นการใช้ พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้เริ่มเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บางแห่งอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขที่ต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐบาลญี่ปุ่น และได้รับการสนับสนุนจากบางภาคส่วนที่เชื่อว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่สำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แผนฉบับใหม่ กลับมาใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งแผนปฎิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ 2035 (National Determined Contributions : NDC) ให้กับองค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนพลังงานฉบับที่ 7 (the Seventh Strategic Energy Plan) และแผนดำเนินมาตรการยับยั้งภาวะโลกร้อน (the Plan for Global Warming Countermeasures) ซึ่งโดยพื้นฐานจะต้องเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ส่วนที่กล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์ว่า ‘ลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ให้มากที่สุด’ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนพลังงานฉบับที่ 4 ปี 2014 (the Fourth Strategic Energy Plan) หลังจากเหตุอุบัติภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ได้ถูกลบออกไปแล้ว 

ปรับแผนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แซม แอนเนสเล่ย์ ผู้อำนวยการบริหารของกรีนพีซ ญี่ปุ่น กล่าวว่า แผน NDC ของญี่ปุ่นนั้นมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 60 ภายในปีงบประมาณ 2035 เมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ 2013

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวยังต่ำเกินไปหากพิจารณาจากฉากทัศน์ที่จะชะลอไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และจากความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายที่ควรจะเป็นควรอยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 78  จึงจะสอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส

"แผนพลังงานฉบับใหม่ (ฉบับที่ 7) ของญี่ปุ่นได้ตัดเรื่องที่ระบุถึงการลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ให้มากที่สุดออกจากแผนพลังงานฉบับที่ 4 ในปี 2014 หลังจากเกิดอุบัติภัยที่ฟุกุชิมะ แต่กรีนพีซ ญี่ปุ่นเตือนว่า การกลับมาผลิตพลังงานจากนิวเคลียร์อาจไม่สามารถปกป้องสภาพภูมิอากาศได้ทันเวลา เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการวางแผนและเริ่มโครงการ และความเสี่ยงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"

 

การปล่อยกัมมันตภาพรังสี

แอนเนสเล่ย์ กล่าวด้วยว่า เราไม่อาจลืมเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอุบัติภัยที่ฟุกุชิมะ ไดอิจิ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวที่สูญเสียคนรัก รวมถึงผู้ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และภัยพิบัติจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ได้สร้างปัญหาต่างๆ ที่ยังคงแก้ไขไม่ได้ แม้จะผ่านไป 14 ปีแล้ว โดยเฉพาะการปลดปล่อยกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาว ซึ่งกระบวนการระบายกัมมันตภาพรังสีลงสู่ทะเลยังคงดำเนินการต่อไปจนถึงปี 2594 หรืออีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า

ทางเลือกใหม่ พลังงานหมุนเวียน

กรีนพีซ ญี่ปุ่นเชื่อว่า แนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้คือการยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์และหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่ โดยประเทศญี่ปุ่นมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นพลังงานที่สะอาดและปลอดภัย แต่ยังสามารถสร้างเสถียรภาพให้กับการผลิตพลังงานในประเทศและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

"การใช้พลังงานหมุนเวียนร่วมกับการอนุรักษ์พลังงานที่มีประสิทธิภาพ และการร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นคือทางเลือกที่เราต้องมุ่งไปในอนาคต รัฐบาลญี่ปุ่นควรดำเนินการลงทุนในนโยบายอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถเป็นผู้นำในด้านการประหยัดพลังงานและพลังงานที่สะอาด" แอนเนสเล่ย์กล่าว

กรีนพีซ ญี่ปุ่นยังยืนยันว่าเป้าหมายในการยุติยุคนิวเคลียร์และการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนคือทางเดียวที่จะป้องกันการเกิดอุบัติภัยทางนิวเคลียร์ในอนาคต และช่วยสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับลูกหลานใน 100 ปีข้างหน้า

 

 

อ้างอิง : Green Peace