background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เตรียมพร้อม พรบ.ลดโลกร้อน เข้า ครม. ก.พ. 2568 'ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย'

เตรียมพร้อม พรบ.ลดโลกร้อน เข้า ครม. ก.พ. 2568 'ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย'

ประเทศไทยตั้งเป้ามี พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกสั้นๆ ว่า พ.ร.บ.ลดโลกร้อน (Climate Change Act) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ การมีกฎหมายเฉพาะด้านนี้จะช่วยสร้างมาตรการในการลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ยังช่วยให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในความพยายามระหว่างประเทศในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) การมีกฎหมายนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเปิดโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในเทคโนโลยีและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากแหล่งข่าว ร่าง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน มีกำหนดที่จะเข้า ค.ร.ม. เพื่อพิจารณาในเดือนหน้า (กุมภาพันธ์ 2568)

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก

  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) โดยผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การกำหนดมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับแต่ละภาค สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: จัดทำแผนงานและมาตรการรองรับเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุรุนแรง
  • การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน: กระตุ้นให้ประชาชน ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม

กลไกราคาคาร์บอน ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย

ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้ มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ยั่งยืน โดยมีการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศซึ่งได้รับเงินทุนจากระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) เงินทุนเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อส่งเสริมโครงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับภูมิอากาศของประเทศ

นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) โดยใช้หลักการ "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) ผ่านการดำเนินการของระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

ระบบ ETS จะกำหนดเพดานจำกัดสูงสุดของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละภาคส่วน ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ Carbon Tax จะกำหนดต้นทุนราคาชัดเจนสำหรับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงกลไกราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

"ร่างกฎหมายโลกร้อน" มีทั้งหมด 14 หมวด

1. การรับรองสิทธิของประชาชน และกำหนดการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารทั้งในมิติของการลดก๊าซเรือนกระจกและความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ โดย Data Center ของกรมร่วมมือกับทาง Climate Center ทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

2. เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยแต่ละหน่วยงานกำหนดเป้าหมายและแผนให้สอดคล้องบูรณาการเป้าหมายกับภารกิจของตนเอง

3.  คณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) บูรณาการในการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับ พ.ร.บ. นโยบาย มาตรการ และการดำเนินงาน

4. กองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

5. แผนแม่บทรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมทั้งสถานการณ์เป้าหมายแนวทางการเนินงาน ตลอดจนการติดตามผล

6. ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเอกชน จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศและส่งข้อมูลผ่านรายงานแห่งชาติไปยัง UNFCCC เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการลดก๊าซเรือนกระจก

7. แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ของหน่วยงานรัฐให้สอดคล้องกับเป้าหมายและแผนแม่บท

8. ระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิต เพื่อให้มีมาตรการภาคบังคับในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูง

9. ระบบภาษีคาร์บอน เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิลภาคคมนาคมขนส่ง ภาคการใช้ไฟฟ้า และจากผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ซึ่งดำเนินการโดยกรมสรรพสามิต เพื่อลดการปล่อยและปัญหาการรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจก

10. คาร์บอนเครดิต กลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตการกำกับดูแลภายในและระหว่างประเทศ รวมถึงการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการธุรกิจคาร์บอนเครดิต

11. การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะในระดับจังหวัดและพื้นที่ชุมชน ทั้งการให้ข้อมูลและก่อให้เกิดองค์ความรู้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

12. มาตรการการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนแก่หน่วยงานของรัฐองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นและการศึกษา

13. มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

14. บทกำหนดโทษป้องกันยับยั้งไม่ให้เกิดการกระทำฝ่าฝืนมาตรการบังคับ อาทิเช่น การจงใจรายงานข้อมูลเท็จ ฝ่าฝืนระบบซื้อขายสิทธิ และบทบัญญัติเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต

บทกำหนดโทษที่ร่างฉบับกรมโลกร้อน

  • ผู้ใดไม่จัดเก็บหรือรายงานข้อมูลกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในระยะเวลาที่กำหนดในหนังสือแจ้งเตือนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • ผู้ใดจงใจรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อมูลที่จะต้องรายงาน ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตั้งแต่ 30,000-300,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 3,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • ผู้ใดส่งรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเจตนาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือสามเท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
  • ผู้ใดไม่นำส่งรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100,000 บาทและปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • หน่วยงานทวนสอบเเละผู้ทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ต้องรายงานผลทวนสอบ รายงานผลอันเป็นเท็จหรือไม่ตรงกับความเป็นจริง ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือสามเท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
  • ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ทวนสอบ หรือไม่ให้ความร่วมมือ กับการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่การทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 1,000,000 บาทและปรับอีกวันละไม่เกิน 100,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • ผู้ใดไม่เก็บรักษารายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100,000 บาท
  • นิติบุคคลควบคุมไม่เวนคืนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือเวนคืนไม่ครบ ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยจำนวนไม่เกินสามเท่าของราคาเฉลี่ยของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จัดสรรโดยการประมูลในระยะปีดำเนินการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นของจำนวนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่คืนหรือคืนไม่ครบ
  • นิติบุคคควบคุมที่เลิกหรือหยุดพักการประกอบกิจการหรือไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามกำหนดระยะเวลาเดิม แล้วไม่แจ้งข้อมูลแก่กรมโลกร้อนภายใน 30 วัน มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 1,000,000 บาทหรือสามเท่าของมูลค่า (ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าวแล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า)
  • ผู้ใดทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการจัดสรร การจัดสรรเพิ่มเติม การเปลี่ยนแปลงสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย/โดยทุจริต ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือสามเท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
  • ผู้ใดประกอบธุรกิจคาร์บอนโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • ผู้ใดเวนคืนสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้สิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบหักกลบ หรือขอใช้สิทธิการลดหย่อน โดยมิชอบด้วยกฎหมาย/โดยทุจริต ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000,000 บาทหรือสามเท่าของมูลค่าที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
  • ผู้ใดไม่ส่งรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • ผู้ใดส่งรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสินค้านำเข้าโดยเจตนาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อมูลอันพึงรายงาน ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือสามเท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
  • ผู้นำเข้าสินค้าหากไม่นำส่งรายงานปริมาณก้อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่กรมโลกร้อนภายในห้าเดือนนับแต่วันสิ้นสุดปีปฏิทินตามหลักเกณฑ์ที่ กรมโลกร้อนประกาศ ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกิน 100,000 บาทหรือปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  • ผู้นำเข้าใดไม่เก็บ รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า รายงานการทดสอบหรือบรรทุกข้อมูลที่จำเป็นในการคำนวณปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า ไว้ไม่น้อยกว่าเจ็ดปีนับแต่ที นำของเข้ามา หรือไม่จัดเก็บเอกสารหลักฐาน ที่จำเป็นเพื่อแสดงว่าได้มีการชำระราคาคาร์บอน จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผลิต ในประเทศผู้ผลิตสินค้าที่นำเข้ามา รวมถึงเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับส่วนลดการหักลบหรือการชดเชยในรูปแบบใดๆ ที่มีอยู่ไว้แล้ว ไม่น้อยกว่าสี่ปีนับแต่วันที่นำของเข้ามา ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100,000 บาท
  • ผู้ใดไม่ชำระราคาใบรับรอง การปรับราคาคาร์บอน ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยจำนวนไม่เกิน 5,000,000 บาทหรือ สามเท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำดังกล่าว แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า
  • ผู้ประกอบอุตสาหกรรมใดไม่จัดทำบัญชีประจำวันและงบเดือนตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100,000 บาท
  • ผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องที่ถูกยึดหรืออายัดจากการชำระภาษีที่ค้าง จำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกิน 400,000 บาท

ผลกระทบของ พ.ร.บ.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจากบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.นี้คิดเป็นมูลค่า 6.5 ล้านล้านบาท หรือ 37% ของ GDP โดยการบังคับใช้คาดว่าจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ

  • ระยะที่ 1 อุตสาหกรรมที่ปล่อย GHG สูง และอุตสาหกรรมที่อยู่ใน EU-CBAM ภายในปี ค.ศ. 2026 (พ.ศ. 2569) ได้แก่ ภาคขนส่ง สาธารณูปโภค โลหะ และอโลหะ มีมูลค่าอุตสาหกรรมรวม 1.71 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของ GDP
  • ระยะที่ 2 อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะอยู่ใน EU-CBAM ระยะที่ 2 ได้แก่ สาขา ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยางและพลาสติก การขุดเจาะปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ เหมืองถ่านหิน และ กระดาษและเยื่อกระดาษ คิดเป็นมูลค่า 1.77 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของ GDP
  • ระยะที่ 3 อุตสาหกรรมในประเทศอื่นๆ ที่มีการปล่อย GHG เข้มข้นสูง ได้แก่ เกษตรและปศุสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่า 3.02 ล้านล้านบาท หรือ 17% ของ GDP

ภาคธุรกิจควรเตรียมพร้อมอย่างไร

1. การประเมินคาร์บอนฟุตพริ๊นต์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจ ถึงแม้ว่าปัจจุบันการตรวจวัด GHG จะเป็นการดำเนินการภาคสมัครใจ แต่แนวโน้มในอนาคตการตรวจวัด GHG ขององค์กรจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของที่จะต้องมีการรายงานเช่นเดียวกับการรายงานงบการเงิน มีชื่อว่า IFRS S1 และ S2 จัดทำโดย International Sustainability Standards Board (ISSB) ในปัจจุบันประเทศสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น แคนนาดา และออสเตรเลียกำลังศึกษาแนวทางในการนำมาตรฐานดังกล่าวมาบังคับใช้

2. การลด GHG ในกระบวนการผลิตและการดำเนินกิจการจะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแนวโน้มนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตจะทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ที่ปล่อย GHG สูงเพิ่มขึ้น และจะสูญเสียความสามารถในการแข่งกันต่อผู้ประกอบการที่ปล่อย GHG ต่ำ ผู้ประกอบการควรปรับตัวเพื่อลด GHG ทั้งในกระบวนการผลิตและการดำเนินกิจการอื่นๆ

3. นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นตลอดเวลา ผู้ประกอบการควรติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ นโยบาย EU-CBAM ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 และจะขยายประเภทสินค้ามากขึ้น มาตรการ US-CBAM ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ที่อาจส่งผลต่อความสามารถในรแข่งขันของผู้ผลิตในระยะยาว

 

 

 

 

ที่มา : iLawกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ, ระบบกลางกฎหมาย, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย