background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดธุรกิจ เลิกแข่งต้นทุนต่ำ แข่งด้วยคาร์บอนต่ำ

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดธุรกิจ เลิกแข่งต้นทุนต่ำ แข่งด้วยคาร์บอนต่ำ

“คลัง” เดินหน้าแปลงภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นภาษีคาร์บอน “ภาคธุรกิจ” ประกาศแผนลดคาร์บอน “บีไอจี” ชี้ Climate Tech ทางรอดอุตสาหกรรม ธุรกิจไม่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ แต่แข่งด้วยคาร์บอนต่ำ ปณท.ลดขั้นตอนขนส่งช่วยลดคาร์บอน “เดลต้า” มุ่งเป้าเปลี่ยนไฟฟ้าสีเขียว

“กรุงเทพธุรกิจ” ร่วมกับ บีไอจี จัดงาน Generating a Cleaner Future Forum เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2567 โดยเปิดให้ภาครัฐและภาคเอกชนแลกเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะผู้ผลักดันภาษีคาร์บอนระหว่างดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวในหัวข้อ “Carbon Tax: Advantage for Future Growth” ว่า การเก็บภาษีคาร์บอนในไทยไม่ว่าจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า แต่หลีกหนีไม่พ้น ซึ่งการเก็บภาษีคาร์บอนจะเป็นสิ่งย้ำเตือนและเครื่องมือที่สำคัญ

ทั้งนี้ ไทยประกาศคำมั่นในสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30-40% ในปี 2050 จะมีความเป็นกลางทางคาร์บอน และปี 2065 จะก้าวสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องไกลตัว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนคือการบังคับใช้กติกาใหม่ของยุโรปในการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) อีกทั้งประเทศอื่นๆ ที่เตรียมประกาศมาตรการเกี่ยวกับภาษีคาร์บอน เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐ

โดยวันนี้ 6 อุตสาหรรมที่ส่งออกไปยุโรป ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน เริ่มส่งรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในอีก 1 ปีข้างหน้า และแน่นอนว่าการเก็บภาษีดังกล่าวจะกระทบต่อผู้ประกอบการไทย

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดธุรกิจ เลิกแข่งต้นทุนต่ำ แข่งด้วยคาร์บอนต่ำ

“กลไกเหล่านี้ทำให้ซัพพลายเชนของโลกเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะยุโรปและญี่ปุ่น ที่ต้องการให้ผู้ผลิตในซัพพลายเชนจะต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนดให้ธุรกิจต้องใช้พลังงานสะอาด“

ขณะที่ประเทศไทย ตอนนี้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก อยู่ที่ 372 ล้านตันคาร์บอน ประมาณ 70% อยู่ในภาคพลังงาน และการขนส่ง ส่วน 15% ภาคการเกษตร และ 10% เป็นภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ หากในปี 2030 ไม่มีการดำเนินการอะไรเลย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้นเป็น 555 ล้านตันคาร์บอน

วาง 3 กรอบแนวคิดลดปล่อยคาร์บอน

นายเอกนิติ กล่าวว่า เมื่อมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กรมสรรพสามิตจึงจะเดินหน้าจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่ทำได้ทันที ซึ่งเป็นกลไกภาคบังคับ จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ดีที่สุด การเดินหน้าภาษีคาร์บอนนั้น ดำเนินการภายใต้ 3 แนวคิด ได้แก่

1. ผู้ประกอบการ สามารถหักกลบกับ CBAM ได้ เพื่อดูแลเอกชนที่ส่งออก เน้นความเป็นธรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้ซ้ำซ้อน กับภาษีที่จัดเก็บอยู่แล้ว 2. ไม่กระทบภาคประชาชน และ 3. ภาครัฐต้องมีธรรมาภิบาล มีกฎหมายที่ชัดเชน

“ไทยประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% ในปี 2030 แต่วันนี้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไทยยังเป็นภาคสมัครใจ ซึ่งไม่มีราคากลางคาร์บอนเครดิต รวมทั้งยังไม่มีกฎหมายภาคบังคับ ฉะนั้น สิ่งที่สรรพสามิตสามารถทำได้เลยทันที คือ การแปลงภาษีสรรพสามิตน้ำมันมาใช้ในการจัดเก็บภาษีคาร์บอน“

สำหรับภาษีคาร์บอนนั้น สรรพสามิตใช้โมเดลของญี่ปุ่น โดยใช้ภาษีน้ำมันเชื่อมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งให้ภาษีคาร์บอนอยู่ในนั้น และมีแนวคิดเสนอใช้ราคา 200 บาทต่อตันคาร์บอน เช่น น้ำมันดีเซล 1 ลิตร ปล่อยคาร์บอน 0.0027 คูณกับราคาคาร์บอน 200 บาท เท่ากับ 0.55 บาทต่อลิตร โดย 55 สตางค์ แฝงอยู่ใน 6.44 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ระยะแรกไม่กระทบประชาชนแต่จะสร้างความตระหนักรู้ โดยกรมสรรพสามิตร่วมมือผู้ขายปลีกน้ำมันเพื่อให้ข้อมูลทุกครั้งที่เติมน้ำมันว่าปล่อยคาร์บอนเท่าใด ขณะที่ผู้ประกอบการที่ซื้อน้ำมันไปหลอมเหล็กเพื่อส่งออกไปยุโรปจะนำใบเสร็จไปหักกลบกับ CBAM ได้

Climate Tech ทางรอดอุตสาหกรรม

นายปิยุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวในหัวข้อ Generating a Cleaner Future ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมไทยถดถอยอย่างน่าใจหาย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไทยพยายามลดต้นทุนจนไม่ลดอะไรได้อีกแล้ว และเพิ่มผลผลิต แต่การเติบโตไม่ขยับขึ้น ในเดือน ก.ย.2567 อุตสาหกรรมไทยหดตัว 3%

ขณะที่อนาคตอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญความท้าทายไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนอลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 ซึ่งนำไปสู่การกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น รวมถึงความท้าทายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดธุรกิจ เลิกแข่งต้นทุนต่ำ แข่งด้วยคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ อนาคตอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญกับความท้าทาย 3 เรื่อง คือ1.ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ นำไปสู่สงครามการค้า การตั้งกำแพงภาษี ทำให้สินค้าจีนล้นทะลักมาในไทย 2.การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี อาทิ AI, Digital และ Data ใครที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้จะได้เปรียบขณะที่คนที่เข้าถึงไม่ได้จะเสียเปรียบ และ 3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนภาคการผลิตขึ้นอย่างมาก

“วันนี้มีเพียงธุรกิจน้อยรายที่ยังขยายตัวได้ ซึ่งบีไอจีเชื่อว่า Climate Technology จะช่วยเปลี่ยนแปลงความท้าทายให้เป็นโอกาสได้”

“บีไอจี” มุ่งเป้าลดคาร์บอนภาคธุรกิจ

นายปิยบุตร กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืนแท้จริงต้องคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสร้างโอกาสให้สังคม และชุมชน โดยบีไอจีในฐานะบริษัทลูกของ แอร์โปรดักส์ (Air Products) ผู้ดำเนินธุรกิจก๊าซอุตสาหกรรมระดับโลกมีเป้าหมายเป็นพาร์ทเนอร์ภาคอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ (Climate Technology) อาทิ

1.Carbon Capture เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่บีไอจีกำลังพัฒนาและจะนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ 

2.Hydrogen Economy ไฮโดรเจนจะเป็นเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมปลดปล่อยคาร์บอนต่ำลง 

3.Low Carbon Applications เครื่องมือในการนำก๊าซอุตสาหกรรมไปใช้ซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ

4.Carbon Management Platform แพลตฟอร์มบริหารการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่มีเอไอช่วยคำนวณ ติดตามและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซคาร์บอนเพื่อวางแผนการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

5.Bio, Circular, Green การพัฒนาพลังงานชีวมวลในประเทศ

“จากนี้ไปการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมจะไม่ใช่การแข่งขันที่ต้นทุนต่ำ แต่จะเป็นการแข่งขันการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งใคร Climate Tech จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม โดยบีไอจีพร้อมเป็นตัวช่วยวางแผนกลยุทธ์เทคโนโลยีที่เหมาะสมตามโรดแมปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมเพื่อบรรลุเน็ตซีโร่"

สนพ.ชี้ภาคพลังงานมีบทบาทสำคัญ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวในหัวข้อ “Energy Strategy to Net Zero” ว่า ภาคพลังงานจะมีบทบาทสำคัญในการเตรียมพลังงานสะอาดให้มากที่สุด เพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนระจกสุทธิเป็นศูนย์

สำหรับสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจะต้องเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จากปัจจุบันที่ใช้ก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 58% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด และพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 10% ซึ่งเป้าหมายต้องเพิ่มสัดส่วนนี้ให้มากถึง 40-50% และลดใช้ก๊าซลง

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดธุรกิจ เลิกแข่งต้นทุนต่ำ แข่งด้วยคาร์บอนต่ำ

ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงวางนโยบายการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศ โดยการวางกลยุทธ์และกติกาที่มุ่งไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ ประกอบด้วย การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน โดย คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติกรอบแผนพลังงานชาติปี 2567-2580 และจะมีผลบังคับใช้ไตรมาส 1 ปี 2568

“ปณท.” ลดขั้นตอนขนส่งช่วยลดคาร์บอน

ดร.วราภรณ์ ข้องเกี่ยวพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์และการขับเคลื่อนองค์กร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวเสวนาในหัวข้อ “Growth Opportunity in Climate Challenge”ว่า ธุรกิจประเภทขนส่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมาก ซึ่งไปรษณีย์ไทยเป็นธุรกิจใหญ่ มีเครือข่ายรับฝาก ส่งต่อ และนำจ่ายพัสดุทั่วประเทศในจำนวนมาก โดยเริ่มโครงการลดคาร์บอนเพื่อลดความซ้ำซ้อนของงานขนส่งและนำจ่าย รวมไปถึงริเริ่มการนำยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จำนวน 250 คันมาใช้ขนส่งพัสดุ

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ไปรษณีย์ไทยมีความถี่ในการรับฝาก ส่งต่อ และนำจ่ายพัสดุในพื้นที่เดียวกันเฉลี่ย 3 ครั้งต่อวัน ทำให้ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่หลากหลายเข้าพื้นที่เดียวกันแบบซ้ำซ้อน และก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมาก และปัจจุบันเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 65-66 โดยลดความซ้ำซ้อนดังกล่าว จัดการทำงานของเจ้าหน้าที่ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์เหลือ 1 คน ทำให้ลดการใช้น้ำมันไป 33% ลดค่าใช้จ่าย 3%

“การลงทุนทำเรื่องกรีน ช่วงแรกมีต้นทุน แต่ไปรษณีย์ไทยเราเชื่อว่าระยะยาวจะคุ้มค่า เกิดความยั่งยืนในอนาคต และตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งเป้าหมายของเราคือการผลักดันกรีนโลจิสติกส์ ใช้รถอีวี และอนาคตคงมองไปถึงการใช้ไฮโดรเจน”

“เดลต้า” มุ่งเป้าเปลี่ยนพลังงานสีเขียว

นายสาโรช เรืองสกุลราช ผู้จัดการอาวุโสด้านพลังงาน บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันเดลต้ามีโรงงาน 9 แห่ง ทั้งปีผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 1.5 แสนตันต่อปี ซึ่งเดลต้ามีเป้าหมายเปลี่ยนพลังงานต่างๆ เป็นพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการส่วนของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และยังมีเสียงสะท้อนจากคู่ค้าทั่วโลกที่ต้องการให้เดลต้าทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100%

“เดลต้าเป็นธุรกิจที่ขยายตัวไปทั่วโลก หากไม่ดำเนินการเรื่องพลังงานสีเขียว วันนี้เราอาจจะเสียโอกาส เพราะในช่วงภาวะโลกร้อนเห็นได้ว่าเกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี จนมีรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้เราสามารถพัฒนาสินค้าไปเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้"

‘คาร์บอนต่ำ’ ทางรอดธุรกิจ เลิกแข่งต้นทุนต่ำ แข่งด้วยคาร์บอนต่ำ ถ้า

“อาบิโก” รับลดคาร์บอนเป็นเป้าท้าทาย

นายเย็บ ซู ชวน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) กล่าวว่า การเดินหน้าลดคาร์บอนเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย และเป็นเป้าหมายของบริษัท เพราะหากวันนี้ภาคธุรกิจยังไม่เริ่มปรับตัวลดคาร์บอน ความสามารถทางการแข่งขันกับคู่แข่งก็จะลดลง และจะส่งผลต่อต้นทุนทางภาษีคาร์บอน อีกทั้งจะได้รับแรงกดดันจากซัพพลายเออร์ ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรทำ 

โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมกับ BIG นำนวัตกรรมก๊าซอาร์กอนคาร์บอนต่ำมาใช้ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อผลักดันเป้าหมายเดียวกันคือลดคาร์บอนในกระบวนการผลิตต่างๆ

ภาคธุรกิจต้องผนึกความร่วมมือ

ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีด้านยุทธศาสตร์นวัตกรรมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายพิเศษ “Low Carbon and Resilient Business towards Thailand Sustainability” ว่า โจทย์ที่ต้องเดินหน้าในขณะนี้ คือ Sustainability ทำอย่างไรให้ไทยยั่งยืน เดินหน้าด้วย Low Carbon และ Resilient สร้างภูมิคุ้มกันให้ยั่งยืน

ทั้งนี้ ไทยจะยั่งยืนต้องผสมผสานความร่วมมือระหว่างกันทั้งธุรกิจ และผู้บริโภค หากเรื่องพวกนี้ไปด้วยกันไม่ได้ ก็จะเผชิญปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างต่อเนื่องสำหรับกลไกสู่ความสำเร็จ

“วันนี้ภาคธุรกิจ คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนนี้ เพราะภาคธุรกิจคิดเป็น 80% ของ GDP ดังนั้นต้องปรับและความสำคัญกับเรื่องนี้ หากวันนี้ภาครัฐจะขับเคลื่อนเรื่องลดคาร์บอน ก็คงมองมาที่ภาคธุรกิจก่อนเป็นส่วนแรก ซึ่งจะได้รับผลกระทบถ้าไม่เริ่มปรับตัว”