วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

เมื่อ "ทรัมป์" ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน แนวคิดความยั่งยืนประธานาธิบดีสหรัฐ

เมื่อ "ทรัมป์" ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อน แนวคิดความยั่งยืนประธานาธิบดีสหรัฐ

ชัยชนะของทรัมป์อาจจะเป็นการสนับสนุนบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องทำเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น การยกเลิกกฎหมายปี 2016 ที่กำหนดให้บริษัทน้ำมัน และก๊าซต้องตรวจสอบ และจำกัดการรั่วไหลของมีเทนจากบ่อน้ำมัน และการดำเนินงานอื่นๆ

ในปี 2018 ขณะที่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ก็กลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก หลังจากที่เขาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการประเมินสภาพอากาศแห่งชาติของรัฐบาล และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เลวร้าย ทรัมป์กล่าวว่า "ผมไม่เชื่อ"

จากนั้น ระหว่างการดีเบตกับ "โจ ไบเดน" เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2024 โดยตอนแรก "ทรัมป์" เหลี่ยงการตอบคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เมื่อถูกกดดัน เขาหยิบยกน้ำ และอากาศที่สะอาดมาใช้แทนการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่า 

“ผมต้องการน้ำที่สะอาด และต้องการอากาศที่สะอาด แล้วสหรัฐก็มีสิ่งเหล่านี้ เรามี H2O เรามีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เราก็ทำได้ทั้งๆ ที่สหรัฐใช้พลังงานทุกประเภท ทุกรูปแบบ ทุกอย่าง ที่สำคัญในช่วงสี่ปีที่ผมดำรงตำแหน่ง ผมกลับมีตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

นอกจากนั้น ระหว่างที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ WPXI เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2024 เมื่อถูกถามถึงการเข้าร่วมข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และความร่วมมือระหว่างประเทศ เขากล่าวว่า สหรัฐอเมริกาจะต้องออกจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง เพราะมันเป็นการฉ้อโกง เราจ่ายเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ประเทศอื่นไม่ต้องจ่ายอะไรเลย จีนไม่จ่ายอะไรเลย ... มันเป็นข้อตกลงข้างเดียวที่ไร้สาระ

“ทรัมป์” และพรรครีพับลิกันมีการกำหนดแคมเปญที่มีการคัดค้านนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) โดยอ้างถึงผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกับจีน

แพลตฟอร์มรีพับลิกันมีแนวทางที่จะ "เน้นการผลิตใช้เองในประเทศ" เพื่อลดการนำเข้าจากจีน ภายใต้แนวคิด “นำห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับบ้าน” (Bring Home Critical Supply Chains) ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าในอเมริกา จ้างคนอเมริกัน และจะกลายเป็นมหาอำนาจด้านการผลิต และสร้างเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ตอนนี้เขาคือ ผู้ชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 หลายคนโดยเฉพาะนักสิ่งแวดล้อมเกิดความกังวลว่า แนวทางของเขาที่ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนจะส่งผลเสียต่อโลก

แนวทางของ “ทรัมป์” ต่อความยั่งยืนมีรากฐานมาจากการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรักษาความเป็นอิสระด้านพลังงาน โดยนโยบายของเขาจะลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่ออุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ในเดียวกันก็ส่งเสริมความคิดริเริ่มด้านความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนโดยตลาด การสนับสนุนการยกเลิกกฎระเบียบ และการขยายตัวของเชื้อเพลิงฟอสซิลในอดีตของทรัมป์บ่งชี้ว่า นโยบายด้านพลังงานของเขาจะยังคงให้ความสำคัญกับภาคส่วนพลังงานแบบดั้งเดิมต่อไป

พระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อ (IRA) และพระราชบัญญัติ CHIPS (Creating Helpful Incentives to Produce Semiconductors for America Act) ในการเสริมสร้างการผลิต การออกแบบ และการวิจัย อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ อาจยังคงมีผลบังคับใช้ แต่อาจจะเน้นที่นโยบายอุตสาหกรรมมากกว่ามาตรการด้านสภาพอากาศที่เข้มงวด ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนอาจจะได้เห็นข้อกำหนดการรายงาน ESG ที่เข้มงวดน้อยลง

ทั้งนี้ ในแผนปฏิรูปอเมริกา Agenda 47 ของทรัมป์ มีการระบุว่า "จะออกจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง" เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจปล่อยมลพิษ (ต่อหัว) มากที่สุดในโลกรองจากจีน การไม่เข้าร่วม Paris Agreement จะทำให้สามารถเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และชะลอการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ ทรัมป์อาจจะลดพื้นที่ทางการเมืองสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศที่จำเป็นต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

ตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และโคลัมเบีย รัฐบาลทรัมป์ได้ยกเลิก เพิกถอน หรืออยู่ระหว่างการย้อนกลับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 100 ข้อ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนกฎเกณฑ์การปล่อยมลพิษสำหรับโรงไฟฟ้า การลดการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำมากกว่าครึ่งหนึ่งของสหรัฐ และการถอนเหตุผลทางกฎหมายในการจำกัดการปล่อยปรอทจากโรงไฟฟ้า

 

 

อ้างอิง : Donald J. Trump, Factcheck.org, NPR

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์