background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ส่องสถานะ ‘ปัญหาพลาสติก’ ใน ‘ไทย’ ใช้สิ้นเปลือง ไม่ยั่งยืน ทิ้งเป็นขยะ

ส่องสถานะ ‘ปัญหาพลาสติก’ ใน ‘ไทย’ ใช้สิ้นเปลือง ไม่ยั่งยืน ทิ้งเป็นขยะ

ประเทศไทย” ติดหล่มใช้ “พลาสติก” อย่างสิ้นเปลือง โดยเฉพาะ “พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง” จนกลายเป็น “ขยะ” จำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

จากข้อมูลของ มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม หรือ EJF (Environmental Justice Foundation) พบว่า การผลิตพลาสติกในประเทศไทยยังไม่ยั่งยืน ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาทั้ง 3 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก การก่อให้เกิดขยะและมลพิษ ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และสิทธิมนุษยชน ตลอดจนความปลอดภัย ยั่งยืน และความจำเป็นในการใช้โพลิเมอร์และผลิตภัณฑ์พลาสติก

ในการประเมินปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติกปฐมภูมิในประเทศไทยจากปี 2562 พบว่าทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 27.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี เท่ากับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถยนต์ปล่อยในหนึ่งปีจำนวน 5.9 ล้านคัน ซึ่งคิดเป็น 7.3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย ในปี 2562 ที่มีปริมาณ 372 ล้าน tCO2e

การผลิตพลาสติกเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับ 3 ของประเทศไทย เป็นรองเพียงภาคเกษตรกรรม (15.23%) และภาคอุตสาหกรรมโดยรวม (10.28%) เท่านั้น

ตามข้อมูลของสถาบันพลาสติกพบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยผลิตพลาสติก 9 ล้านตันต่อปี ซึ่งราว 36% ของพลาสติกที่พลาสติกขึ้นเป็น “พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว” ที่มีอายุการใช้งานสั้นมาก และสุดท้ายแล้วจะลงเอยด้วยการเป็นขยะ ซึ่งก่อเกิดขยะพลาสติก 2 ล้านตันต่อปี

แม้ภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ จะรณรงค์ให้รีไซเคิลพลาสติก แต่ในปี 2561 อัตราการเก็บเพื่อรีไซเคิลสำหรับพลาสติกที่นิยมใช้ ได้แก่ โพลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต (PET) โพลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง (HDPE) โพลิเอทิลีนที่มความหนาแน่นต่ำ (LDPE) โพลิเอทิลีนที่มความหนาแน่นต่ำเชิงเส้นตรง (LLDPE) และโพลิโพรพิลีน ยังอยู่เพียง 17.6% เท่านั้น

นอกจากพลาสติกจะทำให้เกิดขยะจำนวนมากแล้ว พลาสติกยังก่อให้เกิดมลพิษ ทำให้เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์อีกด้วย จากการรวบรวมข้อมูลของ EJF พบว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2566 - กันยายน 2567 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่เกี่ยวข้องกับโรงงานผลิตหรือเก็บพลาสติก 24 ครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วเดือนละ 2 ครั้ง

หนึ่งในนั้นคือ ถังเก็บสารเคมีของบริษัทมาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินอล จำกัด เกิดระเบิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2567 เหตุครั้งนี้ส่งผลให้มีพนักงานเสียชีวิต 1 ราย และก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ 

ในวันที่ 22 กันยายน 2567 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานผลิตโพลิไวนิล คลอไรด์ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ทำให้เกิดควันจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษภาค 13 ได้ตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่และพบค่าสารก่อมะเร็งไวนิล คลอไรด์ในปริมาณค่อนข้างมาก

มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และสมาคมอาร์นิก้า ตีพิมพ์รายงานในปี 2566 ที่พบการตรวจพบสารมลพิษตกค้างยาวนาน หรือ POPs (Persistent Organic Pollutants)  สารอินทรีย์ที่สลายตัวได้ยากในสิ่งแวดล้อม สามารถแพร่ได้ไกล เป็นพิษ และสามารถสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต ในเลือดของผู้ประกอบการคัดแยกและรื้อถอนขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และยังพบ POPs ในฝุ่นและไข่ไก่ แสดงให้เห็นว่ามลพิษพลาสติกได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และร่างกายของมนุษย์

ในการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก ได้มีการกล่าวถึงการจัดตั้งเกณฑ์สำหรับ “พลาสติกที่มีปัญหาและหลีกเลี่ยงได้” ในเอกสารเชิงนโยบาย ซึ่งหมายถึง ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ต้องใช้งานเมื่อจำเป็น ในปัจจุบันไม่มีทางเลือกอื่นทดแทนที่เป็นไปได้ในทางเทคนิคหรือเศรษฐศาสตร์ แม้จะไม่ได้เป็นมิตรต่อสุขภาพ ปลอดภัย และการเป็นอยู่ของสังคม

ภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าว EJF พบว่า พลาสติกหลายประเภทที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ยังไม่ผ่านเกณฑ์การผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน ข้อมูลระบุว่ามากกว่า 80% ของขยะพลาสติกที่พบในหลุมฝังกลบของประเทศไทยในปี 2564 เป็นพลาสติกที่ไม่มีความจำเป็น เพราะทดแทนได้ด้วยการปฏิรูประบบการจำหน่ายและบริโภคให้มีการใช้ซ้ำ 

หากแยกออกมาเป็นสัดส่วนขยะพลาสติกที่ไม่มีความจำเป็นอยู่ในหลุมฝังกลบได้ดังนี้ ถุงพลาสติก 62.86% ขวดพลาสติก 8.69% จานและแก้วพลาสติก 6.17% ฝาขวด 1.88% ช้อมส้อม 1% หลอด 0.11% และพลาสติกอื่น ๆ 18.47%

นอกจากนี้ ยังมีพลาสติกที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนและความปลอดภัย เช่น พลาสติกที่มีการแต่งเติมสารกลุ่มอ็อกโซ (Oxo-Degradable Plastics) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษไมโครพลาสติก รวมไปถึงพลาสติกที่มีสารเคมีอันตรายที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมหรือยุติการผลิต โดยมีการพบสารเคมีในกลุ่มเพอร์- และโพลิฟลูออโรอัลคิล (PFAS) หรือที่รู้จักในชื่อ “สารเคมีตลอดกาล” ในเสื้อผ้าที่มีองค์ประกอบของเส้นใย PET ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย

โพลีสไตรีน (PS) และ PVC เป็นพลาสติกอีกประเภทที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนและความปลอดภัย เห็นได้จากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพและการเสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานผลิตโฟมและ PVC 

ที่สำคัญที่สุด ประเทศไทยไม่สามารถเลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความยั่งยืน 7 ประเภท ได้แก่ พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารอ็อกโซ ฟิล์มหุ้มฝาขวด ไมโครบีดส์ กล่องโฟมบรรจุอาหาร หลอดพลาสติก ถุงพลาสติกที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน และแก้วพลาสติกที่มีความหนาน้อยกว่า 100 ไมครอน ตามเป้าที่วางไว้ 

ในปัจจุบันมีการออกกฎหมายยุติการผลิตพลาสติกเพียง 1 ใน 7 นั่นคือไมโครบีดส์ และเป็นการยุติการผลิตแค่นี้ภาคส่วนเดียวเท่านั้น คือ เครื่องสำอาง ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้ประเทศไทยยังคงผลิตและบริโภคพลาสติกด้วยความไม่ยั่งยืน

ที่มา: รายงานลดอย่างไรให้ยั่งยืน ผลกระทบของการผลิต และบริโภคพลาสติกของประเทศไทย และฉากทัศน์ในการแก้ไขปัญหา