วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

นักวิทยาศาสตร์พบวิธีทําให้ ‘ธารน้ําแข็ง’ ในแอนตาร์กติกาหนาขึ้น

นักวิทยาศาสตร์พบวิธีทําให้ ‘ธารน้ําแข็ง’ ในแอนตาร์กติกาหนาขึ้น

แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกา กำลังละลายด้วยอัตราที่เร็วกว่าในที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลว่าแผ่นน้ำแข็งอาจจะละลายหายไปหมด ทุกอย่างดูเหมือนจะเลวร้ายลงไปกว่าเดิม เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ธารน้ำแข็งทเวตส์ ขนาดมหึมาใน แอนตาร์กติกา หรือที่รู้จักในชื่อ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” กำลังจะละลายอย่างรวดเร็ว

ซึ่งหากแผ่นน้ำแข็งทเวตส์ละลายทั้งหมด ทำให้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และหลายพื้นที่ทั่วโลกจะจมลงสู่ใต้น้ำ ตามสมญานามของมัน

แต่ขณะเดียวกันก็ยังพอมีดีอยู่บ้าง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองสร้าง “แผ่นน้ำแข็ง” ในทะเล ด้วยการการสูบน้ำทะเลลงบนหิมะในอาร์กติกของแคนาดา ซึ่งช่วยให้ด้านล่างแผ่นน้ำแข็งหนาขึ้นมาบ้าง

 

“ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” ละลายต่อเนื่อง

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษและอเมริกันได้ติดตามการละลายของธารน้ำแข็งทเวตส์ มาตั้งแต่ปี 2018 และพบว่า ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมีความหนากว่า 2,000 เมตรในบางจุด กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ปริมาณน้ำแข็งของธารน้ำแข็งทเวตส์และธารน้ำแข็งใกล้เคียงที่ละลายไหลลงสู่ทะเลจากเพิ่มขึ้นจากช่วงทศวรรษ 1990-2010 มากกว่าสองเท่า หากธารน้ำแข็งทเวตส์พังทลายลงทั้งหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 65 ซม.

“ธารน้ำแข็งทเวตส์หดตัวมานานกว่า 80 ปีแล้ว โดยหดตัวเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และผลการศึกษาของเราบ่งชี้ว่าธารน้ำแข็งจะหดตัวเร็วขึ้นและมากขึ้น ซึ่งเราเห็นตรงกันว่าธารน้ำแข็งทเวตส์จะหดตัวเร็วขึ้นอีกในช่วงศตวรรษหน้า”
- ดร. ร็อบ ลาร์เตอร์ นักธรณีฟิสิกส์ทางทะเล และสมาชิกกลุ่มความร่วมมือธารน้ำแข็งทเวตส์ระหว่างประเทศ (ITGC) ซึ่งติดตามแผ่นน้ำแข็งและกล่าว

ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ธารน้ำแข็งทเวตส์ และ แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกส่วนใหญ่อาจสูญหายไปภายในศตวรรษที่ 23 โดยธารน้ำแข็งทเวตส์มีความเสี่ยงสูงที่จะละลายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากธารน้ำแข็งตั้งอยู่บนพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมาก ในลักษณะที่ลาดลงมาสู่ใจกลางของแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก

 

หาทางให้น้ำแข็งกลับมาอีกครั้ง

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ใต้น้ำ เทคนิคการสำรวจแบบใหม่ และแนวทางใหม่ในการจำลองการไหลของน้ำแข็งและรอยแตก ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับธารน้ำแข็งมากขึ้น จนพบว่ายังพอจะมีวิธีที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งกลับมาหนาขึ้นได้ ด้วยการใช้ “น้ำทะเล

บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษอย่าง Real Ice ได้ทำการทดลองภาคสนามเมื่อต้นปี 2024 บริเวณทะเลอาร์กติกของแคนาดา โดยเจาะน้ำแข็งลงไปให้ถึงน้ำที่อยู่ใต้แผ่นน้ำแข็ง จากนั้นสูบน้ำขึ้นไปไว้บนธารน้ำแข็ง

น้ำจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างอากาศในหิมะและแข็งตัว ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นน้ำแข็ง ส่งผลให้มีน้ำแข็งตามธรรมชาติเติบโตสูงถึง 25 เซนติเมตร ที่บริเวณด้านล่างของน้ำแข็ง

นักวิทยาศาสตร์พบวิธีทําให้ ‘ธารน้ําแข็ง’ ในแอนตาร์กติกาหนาขึ้น

การทดลองสูบน้ำจากใต้น้ำแข็งขึ้นมาถมบนหิมะของ Real Ice 

อันเดรีย เชคโกลินี ซีอีโอร่วมของ Real Ice กล่าวกับ New Scientist ว่า “เป้าหมายของเราคือการแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มความหนาของน้ำแข็งสามารถรักษาและฟื้นฟูน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ขณะที่ ฌอน ฟิตซ์เจอรัลด์ ผู้อำนวยการศูนย์ซ่อมแซมสภาพอากาศแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งร่วมดำเนินการการทดลองนี้ กล่าวกับ New Scientist ว่า “ผลการทดลองยืนยันว่ามีอัตราการเติบโตของน้ำแข็งทะเลใหม่เพิ่มขึ้นจากบริเวณด้านล่างจริง”

ปัจจุบันน้ำแข็งทะเลอาร์กติกเหลือเพียง 1.65 ล้านตารางไมล์ ซึ่งลดลงประมาณ 750,000 ตารางไมล์ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำแข็งในช่วงสิ้นฤดูร้อนระหว่างปี 1981-2010 ที่อยู่ที่ 2.4 ล้านตารางไมล์

มีการคาการณ์ว่าภูมิภาคนี้จะไม่มีน้ำแข็งเลยในช่วงฤดูร้อนภายในทศวรรษ 2030 

อีกทั้งน้ำแข็งที่มีอยู่นี้ มักเป็นน้ำแข็งที่เกิดใหม่มีอายุเพียง 1 ปี ซึ่งยังบางและไม่สามารถสามารถอยู่รอดในช่วงเดือนที่อากาศอบอุ่นได้ ส่วนน้ำแข็งที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไปมีจำนวนน้อยลงมาก

อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้จำเป็นต้องพัฒนาต่อไป เพื่อเร่งให้เกิดกระบวนการแช่แข็งตามธรรมชาติ และ สร้างน้ำแข็งให้หนาประมาณ 1 เมตรขึ้นไป ถึงจะสามารถทนต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้ปั๊มประมาณ 10 ล้านตัว จึงจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

New Scientist กล่าวว่าวิธีการนี้อาจทำให้เกิดผลกระทบที่ไม่ตั้งใจ เช่น ผลกระทบต่อสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว รวมถึงอาจทำให้อุณหภูมิการละลายของน้ำแข็งลดลง ขณะที่

ฮาโย เฮนดริกเซ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์กล่าวกับ The Guardian ว่านวัตกรรมต่าง ๆ เช่น การทำให้น้ำแข็งกลับมาแข็งอีกครั้ง ไม่ใช่ “วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง” แต่เป็นเพียงการช่วยบรรเทาอาการ เปรียบเสมือนกับ “พลาสเตอร์ยา” ที่ใช้ได้กับปัญหาเล็ก ๆ เท่านั้น

 

 

ที่มา: Euro NewsNew ScientistThe WeekWION