background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

SCB "อยู่ อย่าง ยั่งยืน" ปรับพอร์ตสินเชื่อ 2.3 ล้านล้านบาทสู่ Green Loan

SCB "อยู่ อย่าง ยั่งยืน" ปรับพอร์ตสินเชื่อ 2.3 ล้านล้านบาทสู่ Green Loan

SCB เปิดตัวภารกิจ "อยู่ อย่าง ยั่งยืน" ปรับพอร์ตสินเชื่อ 2.3 ล้านล้านบาทสู่ Green Loan เพิ่มวงเงินสินเชื่อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนหนุนความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่เพิ่มมากขึ้น ระดับอุณหภูมิพอร์ตโฟลิโอลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงต่อเนื่องกว่า 0.19 องศาเซลเซียส

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประกาศแนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” บูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมขับเคลื่อนธุรกิจและสภาพแวดล้อมให้ยั่งยืนทั้งในระดับธนาคาร ลูกค้า และสังคม วางเป้าหมาย 3 ระยะ และกรอบการดำเนินงาน 3 ด้าน สานต่อภารกิจธนาคารชั้นนำด้านความยั่งยืน (The Leading Sustainable Bank)

"กฤษณ์ จันทโนทก" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาคธุรกิจในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางที่จำเป็นทางสังคม โดยการปรับนโยบายองค์กรและกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน

“การเปลี่ยนแปลงก็อาจนำมาซึ่งโอกาสที่ดีในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหม่อย่างมหาศาล ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้ดำเนินกลยุทธ์ ‘Digital Bank with Human Touch’ ครอบคลุมมิติด้านความยั่งยืนมาตลอด 3 ปี ผ่านแนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” เพื่อเป็นหลักปฏิบัติในการนำการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกคน”

เป้าหมาย 3 ระยะของ SCB

ธนาคารไทยพาณิชย์ผสานศักยภาพเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมขับเคลื่อนธุรกิจและสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนทั้งในระดับธนาคาร ลูกค้า และสังคม วางเป้าหมายสู่ความยั่งยืนใน 3 ระยะ ได้แก่

  1. สนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยสินเชื่อ และลงทุนเพื่อความยั่งยืนจำนวน 150,000 ล้านบาท ภายใน 2025 โดยปัจจุบัน ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2024 ได้สนับสนุนสินเชื่อไปแล้วกว่า 1.11 แสนล้านบาท (โดยนับตั้งแต่ปี 2023)
  2. ปรับการดำเนินงานองค์กรสู่ Net Zero ภายในปี 2030 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และได้กำหนดเป้าหมาย Net Zero 2030 จากการดำเนินงานภายใน ทั้งด้านการปรับเปลี่ยนใช้ระบบประหยัดพลังงาน และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด นอกจากนี้ ได้ปลูกฝัง DNA ความยั่งยืนให้พนักงานทุกคนผ่านหลักสูตรต่างๆ
  3. เป็นธนาคารไทยรายแรกที่ตั้งเป้า Net Zero 2050 จากการให้สินเชื่อและการลงทุนตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Science-Based Targets Initiative : SBTi) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก ด้วยแผนการเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อทั้ง 2.3 ล้านล้านบาทสู่พอร์ตสินเชื่อสีเขียว

ยึดมาตรฐาน SBTi ลดก๊าซเรือนกระจก

“ดร. ยรรยง ไทยเจริญ” รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารวางกรอบพันธกิจในการผลักดันเป้าหมาย Net Zero จากการให้สินเชื่อและการลงทุน (Scope 3 Category 15 Investment) ภายในปี 2050 ตามมาตรฐาน SBTi  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก

โดยธนาคารไทยพาณิชย์ภายใต้ทิศทางนโยบายของ SCBX มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่

  1. ความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินเพื่อสนับสนุนความพยายามของประเทศและประชาคมโลกจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศา ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีรุนแรงยิ่งขึ้น
  2. การบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ผ่านการสนับสนุนลูกค้าเพื่อให้สามารถปรับตัวก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สามารถแข่งขันได้ภายใต้กฎระเบียบใหม่ทางการค้าการลงทุนของโลก
  3. โอกาสทางธุรกิจ จากความต้องการเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากจากอุตสาหกรรมต่างๆของไทยที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนที่เปลี่ยนไป

ผู้นำปล่อยสินเชื่อโรงงานไฟฟ้า

ธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งเป็น True Partner ให้กับลูกค้าเพื่อเดินสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการสนับสนุนด้านการเงินที่ยั่งยืนผ่านผลิตภัณฑ์ (Sustainable Finance) ที่ครบทุกกลุ่มลูกค้าและอุตสาหกรรม ตลอดจนการให้ความรู้ และคำแนะนำการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ธนาคารไทยพาณิชย์วางกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มลูกค้ารายอุตสาหกรรม โดยเป็นผู้นำด้านการปล่อยสินเชื่อโรงงานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของไทย มีมูลค่าวงเงินอนุมัติสินเชื่อกว่า 1.98 แสนล้านบาทระหว่างปี 2011 ถึงปัจจุบัน
สัดส่วนสินเชื่อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนในปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 61 ของพอร์ตโรงไฟฟ้าของธนาคาร

ซึ่งเทียบเคียงธนาคารชั้นนำของโลก ทำให้ความเข้มข้นของการปล่อย GHG ต่อหนึ่งหน่วยการผลิตไฟในพอร์ตโรงไฟฟ้าของธนาคาร (วัดภายใต้วิธี SDA) มีการปรับตัวลดลง และอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าทั่วโลก และต่ำกว่าเส้นทางในการบรรลุ Net Zero 2050 ตาม Paris Agreement

กลยุทธ์ในระยะถัดไป ธนาคารไทยพาณิชย์จะยังคงเพิ่มวงเงินสินเชื่อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งต่อลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ เพื่อสนับสนุนความต้องการไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มีเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการลดการสนับสนุนพลังงานถ่านหิน ผ่านการทยอยลดสินเชื่อคงค้าง และไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่การขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน

อุณหภูมิพอร์ตโฟลิโอลูกค้าลดต่อเนื่อง

สำหรับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้นำวิธี Implied Temperature Rise (ITR) ตามกรอบ SBTi มาใช้ในการวัดเป้าหมายและความคืบหน้าในการลดก๊าซเรือนกระจก

โดยจากผลสำรวจล่าสุดในกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่จำนวน 218 ราย ที่คิดเป็นร้อยละ 84 ของสินเชื่อในกลุ่ม ITR ทั้งหมด ( 4.99 แสนล้านบาท) พบว่า ลูกค้าจำนวน 77 ราย ซึ่งมีสินเชื่อรวมคิดเป็นร้อยละ 47 ของยอดสินเชื่อในกลุ่มสำรวจทั้งหมดมีการกำหนดและประกาศเป้าหมายที่ครบถ้วน

อย่างไรก็ดี ยังมีลูกค้าจำนวน 100 ราย ซึ่งมีสินเชื่อรวมคิดเป็นร้อยละ 35 ของยอดสินเชื่อในกลุ่มสำรวจทั้งหมด ยังไม่มีการเก็บข้อมูล GHG และไม่มีการตั้งเป้าหมายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ด้วยกลยุทธ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในการดึงดูดลูกค้าสู่การตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับบริบทของลูกค้าแต่ละราย ควบคู่กับการสนับสนุนด้านสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่มีการประกาศเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ระดับอุณหภูมิพอร์ตโฟลิโอของลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

โดยปรับลงแล้วกว่า 0.19 องศาเซลเซียส จาก 2.84 องศาเซลเซียส จากปีฐาน 2021 มาอยู่ที่ 2.65 องศาเซลเซียส ในปี 2023 โดยธนาคารมีเป้าหมายจะทำให้ระดับอุณหภูมิของพอร์ตสินเชื่อลดลงสู่ระดับ 2.35 องศาเซลเซียส ภายในปี 2028 และ 1.50 องศาเซลเซียสในปี 2040 ซึ่งจะช่วยให้ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบรรลุ Net Zero ได้ในปี 2050