background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘กิมจิ’ กำลังจะหมดโลก? ‘ภาวะโลกรวน’ ทำพิษ ‘เกาหลีใต้’ ปลูก ‘ผักกาด’ ได้น้อยลง

‘กิมจิ’ กำลังจะหมดโลก? ‘ภาวะโลกรวน’ ทำพิษ ‘เกาหลีใต้’ ปลูก ‘ผักกาด’ ได้น้อยลง

กิมจิ” เครื่องเคียงขึ้นชื่อ จนกลายเป็นอาหารประจำชาติของเกาหลีใต้ อาจจะไม่มีให้กินกันต่อไปแล้ว หลังจากคุณภาพของ “ผักกาด” ลดต่ำลง และปริมาณผลผลิตที่ได้น้อยลง โดยนักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร และผู้ผลิตต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งมาจาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” 

ผักกาดขาวมักปลูกในพื้นที่ภูเขา ซึ่งจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น และมีอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แม้แต่ในฤดูร้อนก็ตาม โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมคือระหว่าง 18-21 องศาเซลเซียส

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า สภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้นอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังคุกคามพืชผลเหล่านี้อย่างมาก และในอนาคตเกาหลีใต้อาจจะไม่สามารถปลูกผักได้เลย เนื่องจากอากาศร้อนจัด

“เราได้แต่หวังว่าการคาดการณ์เหล่านี้จะไม่เป็นจริง เพราะนอกจากผักกาดจะชอบอากาศเย็นแล้ว ผักเหล่านี้ยังปรับตัวเข้ากับช่วงอุณหภูมิที่ต่ำมาก” อี ยองกยู นักพยาธิวิทยาพืชและนักไวรัสวิทยากล่าว

อันที่จริงมีผักหลายชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นกิมจิได้ เช่น หัวไชเท้า แตงกวา กะหล่ำปลี ต้นหอม และมะละกอ แต่เมนูยอดนิยมยังคงเป็นกิมจิผักกาดขาว และในตอนนี้ ทั้งเกษตรกรและผู้ผลิตกิมจิต่างก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของผักกาดแล้ว

อี ฮายอน ผู้เชี่ยวชาญด้านกิมจิจากกระทรวงเกษตร อธิบายถึงผลกระทบของอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อผักชนิดนี้ว่า ความร้อนจะทำให้ผักเน่าและรากจะเละ ซึ่งหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจต้องเลิกทำกิมจิผักกาดในฤดูร้อน

ข้อมูลจากหน่วยงานสถิติของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ปลูกผักกาดบนที่สูงในปี 2023 มีพื้นที่เพียง 24,968 ไร่ ซึ่งลดลงเกินครึ่งจากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ที่มีพื้นที่ 54,975 ไร่ 

ตามข้อมูลของสำนักงานพัฒนาชนบท หน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรของรัฐ ระบุว่าสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้พื้นที่ปลูกผักกาดลดลงอย่างมากภายใน 25 ปีข้างหน้า เหลือเพียง 275 ไร่เท่านั้น และภายในปี 2090 จะไม่สามารถปลูกผักกาดบนที่สูงได้อีกเลย

อุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ผลผลิตลดลง นักวิจัยระบุว่า ฝนตกหนักแบบคาดเดาไม่ได้ และแมลงศัตรูพืชที่ควบคุมได้ยากขึ้น ในช่วงฤดูร้อนที่อบอุ่นและยาวนานกว่าเดิม ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผักกาดมีจำนวนลดลงด้วยเช่นกัน 

ต่อให้ผักกาดสามารถรอดพ้นจากฤดูร้อนที่ยาวนานและรุนแรง เหตุการณ์สุดขั้ว เช่น ฝนตกหนักและพายุไต้ฝุ่น มาได้ แต่พวกมันอาจต้องเผชิญกับการติดเชื้อราที่ทำให้พืชเหี่ยวเฉา โดยเฉพาะในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวนับเป็นปัญหาสำคัญสำหรับเกษตรกร

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกำลังสร้างความท้าทายใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมกิมจิของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันกับการนำเข้ากิมจิราคาถูกจากจีน ที่ส่วนใหญ่นำมาเสิร์ฟในร้านอาหาร ข้อมูลจากศุลกากรเกาหลีแสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2024 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เกาหลีใต้นำเข้ากิมจิเพิ่มขึ้น 6.9% มูลค่า 98.5 ล้านดอลลาร์ โดยเกือบทั้งหมดมาจากจีน และเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

การนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นละเอียดอ่อน โดยเฉพาะกิมจิ ที่ถือว่าเป็นอาหารประจำชาติของเกาหลี ทำให้เกิดประเด็นที่ถกเถียงกันทางวัฒนธรรมในวงกว้าง และหลายครั้งผู้คนถึงกับถามหาที่มาของกินจิที่พวกเขาบริโภค นับเป็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างเพื่อนบ้านในเอเชีย ที่มาจากความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

กู จอง-อู ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยซุงคยุนกวาน กล่าวว่า “คนเกาหลีรู้สึกว่ากิมจิเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านอาหารของประเทศ อาหารจานนี้ถือเป็นวิถีชีวิตของคนเกาหลี”

ด้วยสภาพอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และผลผลิตที่น้อยลง ปลูกไปก็อาจได้กำไรไม่มาก หรือถึงขั้นขาดทุน เนื่องจากต้นทุนการปลูกสูง ทำให้เกษตรกรหลายคนยอมแพ้ เลิกปลูกผักกาดและหันมาปลูกแอปเปิลแทน 

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลเกาหลีพยายามจัดเก็บรักษากิมจิและผักในพื้นที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อป้องกันราคาพุ่งสูงและปัญหาการขาดแคลน ส่วนนักวิทยาศาสตร์ยังเร่งพัฒนาพันธุ์พืชให้สามารถเติบโตได้ในภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น และทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนและการติดเชื้อได้ดียิ่งกว่าเดิม

แต่เกษตรกรอย่างคิม ซี-กัป วัย 71 ปี ผู้ที่ทำงานในไร่ผักกาดในเมืองคังนึงมาตลอดชีวิต กลัวว่าสายพันธุ์ที่พัฒนานี้จะมีราคาแพงและอาจรสชาติที่ไม่ค่อยดีอีกด้วย

“พอเห็นข่าวบอกว่าในอนาคต เกาหลีใต้จะไม่สามารถปลูกผักกาดได้อีกต่อไป นเป็นเรื่องที่น่าตกใจทั้งในแง่หนึ่งและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน กิมจิเป็นของที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหาร ถ้าวันหนึ่งมีไม่กิมจิขึ้นมา เราจะทำอย่างไร” ซี-กัปกล่าว


ที่มา: ReutersThe Washington PostWION