“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” กำลังสร้างผลกระทบต่อโลกของเราอย่างมาก ทางเดียวที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้ ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันลดการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด ก็คือ หันมาใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” (EV) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การรีไซเคิล “แบตเตอรี่” รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงน้อย
ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าเกือบ 100 รุ่นให้เลือกซื้อ และจะมีรถรุ่นใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งหมายความว่า เราจำเป็นต้องใช้แร่ลิเทียม โคบอลต์ และนิกเกิลจำนวนมากในการผลิตแบตเตอรี่ สำหรับกักเก็บพลังไฟฟ้าของ EV
เมื่อยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้น จะต้องมีการกำหนดนโยบายสำหรับใช้ซ้ำ และการรีไซเคิลแบตเตอรี่ และวัสดุที่ใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการจัดการกับแบตเตอรี่ที่หมดอายุได้อย่างเหมาะสม สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนในระดับต่ำ และมีอัตราการฟื้นตัวของแร่ธาตุหลักอยู่ในระดับสูง
จำเป็นต้องมีนโยบายรีไซเคิลแบตเตอรี่ รถ EV
โดยทั่วไปแล้ว EV จะมีอายุการใช้อยู่บนท้องถนนเฉลี่ยประมาณ 10-15 ปี แต่แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่านั้น หลังจากใช้งานไปได้ 10 ปี หากแบตเตอรี่อยู่ในสภาพดีจะยังกักเก็บไฟฟ้าได้ราว 70-80% ของความจุที่กำหนดเดิม ซึ่งสามารถถอดแบตเตอรี่ออกจากรถเพื่อนำมาใช้ทำอย่างอื่นต่อได้ รวมถึงส่งคืนเพื่อนำไปรีไซเคิล โดยจะช่วยลดปริมาณการจัดหาวัสดุ และแร่ธาตุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ลงไปได้
การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ได้ถึง 70% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตรถยนต์ EV ได้มาก เพราะราคาแบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของต้นทุนรถยนต์
สหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใย หรือ UCS องค์การที่ช่วยให้เสียงสนับสนุนวิทยาศาสตร์ของสหรัฐ เสนอให้ภาครัฐจัดนำนโยบายรีไซเคิลแบตเตอรี่ รถ EV โดยนำ “หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต” หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) มาประยุกต์ใช้ให้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการขนส่ง ลดความต้องการวัตถุดิบ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด
พร้อมแนะนำว่าควรกำหนดอัตราการนำกลับมาแบตเตอรี่ใช้ใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าแบตเตอรี่จะได้รับการรีไซเคิลจริงๆ นี่เป็นสิ่งสำคัญในการลดปริมาณการขุดใช้แร่ธาตุที่จำเป็น หาก EV ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญในอนาคต
สำหรับแนวทาง EPR เป็นการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามต่างๆ ของวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ผลิตคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่ขั้นตอนการวางจำหน่ายสินค้า แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบ กระจายสินค้า จนถึงการรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด
ถือเป็นการลดภาระให้กับเจ้าของรายบุคคล ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ถอดประกอบ และอำนวยความสะดวกให้กับกระบวนการรีไซเคิลแบบรวมศูนย์ และยั่งยืนมากขึ้น ในสหรัฐเริ่มใช้ EPR ในสินค้าอื่นๆ เช่น ที่นอน สีทาบ้าน และพรม
“จีน” พยายามควบคุมมาตรฐาน “รีไซเคิลแบตเตอรี่”
จีนถือเป็นประเทศที่มีการผลิตแบตเตอรี่มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก เป็นผู้นำในด้านการรีไซเคิล และการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ แต่นโยบายการรีไซเคิลแบตเตอรี่ของจีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น บางครั้งผู้ผลิตแบตเตอรี่ และผู้ผลิตรถยนต์อาจยังไม่มีการแยกแร่ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีสออกจากแบตเตอรี่ที่ถูกวิธี
หยาง หลิน เลขาธิการคณะกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ของสมาคมเทคโนโลยีประหยัดพลังงานอิเล็กทรอนิกส์ของจีน กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ไม่ได้รับกฎหมายประมาณ 1 ใน 5 ของทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งธุรกิจนี้ถือเป็นภัยคุกคามความน่าเชื่อถือของแบตเตอรี่รีไซเคิลในประเทศจีน เพราะแบตเตอรี่เหล่านี้อาจไม่ได้ทำการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนจึงกำหนดนโยบาย และให้คำแนะนำในการแยกชิ้นส่วน และทดสอบกำลังไฟแบตเตอรี่อย่างมีมาตรฐาน พร้อมผลักดันให้มีแพลตฟอร์มสำหรับติดตามวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ภายในประเทศ รวมถึงให้ผู้ผลิตรถยนต์ และบริษัทที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกับบริษัทรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้บังคับใช้อย่างเคร่งครัด และไม่มีบทลงโทษหากไม่ทำตามกฎดังกล่าว ทำให้แบตเตอรี่เก่าจำนวนมากยังคงวางจำหน่ายอยู่ในตลาดมืด
การจัดระบบการรีไซเคิลให้ดียิ่งขึ้น จะช่วยให้จีนสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำของโลกในตลาด EV ได้ ผู้ผลิตรถยนต์จะลดต้นทุนลง หากรีไซเคิลแบตเตอรี่ในรถยนต์ได้มากขึ้น และมีแหล่งทรัพยากรที่มั่นคงต่อไป เนื่องจากในปัจจุบันจีนต้องนำเข้าลิเทียมมากกว่า 50% ส่วนโคบอลต์ และนิกเกิลต้องนำเข้ามากกว่า 90%
อีกทั้งการจัดระเบียบการรีไซเคิลแบตเตอรี่จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนทำการตลาดรถยนต์ในต่างประเทศได้ดีขึ้น สหภาพยุโรปได้กำหนดปริมาณขั้นต่ำของปริมาณแร่ในรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายจะต้องมี ตะกั่ว 85% โคบอลต์ 16% ลิเทียม และนิกเกิลอย่างละ 6% พร้อมต้องมีแบตเตอรี่พาสปอร์ต และคิวอาร์โค้ดภายในปี 2570 เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
บริษัทรถยุโรปเร่งหาทาง “รีไซเคิลแบตเตอรี่”
Renault ผู้ผลิตรถ EV ชั้นนำของยุโรป กำลังหารือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในการสกัด และรีไซเคิลลิเทียม และโลหะอื่นๆ จากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว โดยตั้งแต่ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของยุโรปที่รีไซเคิลแบตเตอรี่ในระดับอุตสาหกรรมด้วย
“ในยุโรปยัง ไม่มีใครเป็นเจ้าของนวัตกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว เพื่อนำเอานิกเกิล โคบอลต์ และลิเทียมเพื่อผลิตแบตเตอรี่ใหม่” ฌอง-ฟิลิปป์ บาโฮด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหน่วยสิ่งแวดล้อมของ Renault กล่าว
นอกจากนี้ปัจจุบัน ได้หยุดการผลิตรถยนต์ใหม่ทั้งคัน และเปลี่ยนมาเป็นการผลิตประกอบรถยนต์ โดยใช้วัตถุรีไซเคิลบางส่วนแทน เช่น แบตเตอรี่ ทั้งนี้บริษัทคาดการณ์ว่าในปี 2567 จะสามารถรีไซเคิลแบตเตอรี่ได้ประมาณ 9,000 หม้อ
Renault จะจำหน่ายแบตเตอรี่รีไซเคิลในราคาที่ถูกกว่าสินค้าผลิตใหม่ 30% บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,490 ล้านดอลลาร์ และภายในปี 2573 จะมีกำไรมากกว่า 10%
ขณะที่ Miner Eramet บริษัทเหมืองแร่ และโลหวิทยาข้ามชาติ จับมือกับ บริษัทจำกัดขยะ Suez วางแผนสร้างโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ท่าเรือดันเคิร์ก (Dunkirk) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ภายในปี 2568
ที่มา: Bloomberg, Reuters 1, Reuters 2, UCSUSA
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





