background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘ปลูกต้นไม้’ ผิดที่ ไม่มีประโยชน์ แถมทำให้ ‘โลกร้อน’ มากกว่าเดิม

‘ปลูกต้นไม้’ ผิดที่ ไม่มีประโยชน์ แถมทำให้ ‘โลกร้อน’ มากกว่าเดิม

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า "การปลูกต้นไม้" ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสามารถทำให้เกิด “ภาวะโลกร้อน” ได้ แนะควรทำการฟื้นฟูป่าในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น

การฟื้นฟู “ป่าเสื่อมโทรม” และ “การปลูกป่าทดแทน” เป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นิยมทำกันทั่วโลก เพราะเราต่างรู้กันดีว่า “ต้นไม้” ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดภาวะโลกร้อนได้ดี แต่ดูเหมือนว่าในบางกรณีที่มีต้นไม้หนาแน่นเกินไปแสงแดดสะท้อนกลับจากพื้นผิวโลกน้อยลง นั่นหมายความว่าโลกก็ดูดซับความร้อนได้มากกว่าเดิม

ซูซาน คุก-แพตตัน หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าวกับเอเอฟพีว่า การฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมบ้างพื้นที่ จะส่งผลร้ายต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น โดยการวิจัยนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นว่า อัตราส่วนสะท้อนมีความสำคัญต่อการเกิดภาวะโลกร้อน และการสร้างอิทธิพลความเย็น (Cooling Effect) ของต้นไม้

โครงการฟื้นฟูป่าที่ไม่ได้คำนึงถึงอัตราส่วนสะท้อน จะมีการประเมินค่าประโยชน์ทางสภาพอากาศของต้นไม้เพิ่มเติมไว้สูงเกินไป 20-80% 

“อัตราส่วนสะท้อน” ตัวช่วยโลกเย็น

นักวิทยาศาสตรู้ว่าการฟื้นฟูป่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ “อัตราส่วนสะท้อน” หรือ “แอลบีโด” ซึ่งเป็นปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกลับจากพื้นผิวดาวเคราะห์ แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร โดยการศึกษาใหม่ที่ได้ตีพิมพ์ ในวารสาร Nature Communications ช่วยไขความลับดังกล่าว

อัตราส่วนสะท้อน” หรือ “แอลบีโด” สามารถพบได้มากที่สุดในพื้นที่แช่แข็งของโลก เช่น เกาะกรีนแลนด์ และทวีปแอนตาร์กติกา โดยเฉพาะหิมะและน้ำแข็งที่ใสเหมือนกระจก มีแอลบีโดสูงพอที่จะสะท้อนแสงอาทิตย์ได้มากถึง 90% 

ในขณะเดียวกัน ป่าไม้ก็มักจะมีสีเข้มกว่าพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งหมายความว่าป่าดูดซับแสงแดดได้มากขึ้นและกักเก็บความอบอุ่นไว้ ทำให้มีอัลเบโด้ต่ำ

ดังนั้นแอลบีโดจึงเปรียบเสมือนสารทำความเย็นที่สำคัญของโลก เช่นเดียวกับผืนดินและมหาสมุทรที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อน

“ป่าร้อนชื้น” เหมาะสมกับการ “ฟื้นฟูป่า”

การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศให้คำมั่นว่าจะปลูกต้นไม้หลายพันล้านต้น เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันภาวะโลกร้อน แต่ไม่ใช่ว่าทุกความพยายามจะสร้างประโยชน์ให้กับโลกได้อย่างเท่าเทียมกัน

สำหรับภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เช่น ป่าแอมะซอน และพื้นที่แอ่งรอบลุ่มน้ำคองโก นับเป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอนสูงและการเปลี่ยนแปลงของอัลเบโดต่ำ จึงเป็นรูปแบบสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ป่า แต่สำหรับพื้นที่ประเภททุ่งหญ้าเขตอบอุ่นและทุ่งหญ้าสะวันนา ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งจะที่ปลูกป่าทดแทน

แม้คุก-แพตตัน จะเน้นย้ำว่าการฟื้นฟูป่าไม้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้คนและโลกของเราอย่างมากมาย เช่น ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นแหล่งน้ำสะอาดและอากาศบริสุทธิ์ แต่ให้ปลูกป่าในตำแหน่งที่ดีที่สุด ในพื้นที่สภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสม ก็จะได้ผลออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 20% เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของอัลเบโด

“ไม่ได้มีเงิน เวลา ทรัพยากร และแรงงานพอที่จะปลูกต้นไม่ได้ทุกที่ ดังนั้นเราจึงใช้ประโยชน์สูงและได้รับผลตอบแทนจากสภาพภูมิอากาศสูงสุดต่อการลงทุนที่มีจำกัด ในทุกไร่ที่เราปลูก” เธอกล่าวเสริม


ที่มา: Euro NewsPhys