การเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์” หรือ “Net Zero” นำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่ทางธุรกิจ โดยประเทศไทยตั้งเป้าไว้ในปี 2065 ซึ่งนโยบายนี้ได้สร้าง "โอกาสทางธุรกิจ" ให้ประเทศไทย ทั้งในอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเทคโนโลยี
“การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์” หรือ “Net Zero” กลายเป็นนโยบายที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่ตั้งเป้าจะก้าวสู่ Net Zero ภายในปี 2065 ซึ่งหลายคนยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำนโยบายนี้คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ทำไมทั่วโลกถึงต้องทำ ?
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) คือ การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสมดุล เท่ากับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดูดซับออกจากชั้นบรรยากาศ เมื่ออยู่ในภาวะที่สมดุลแล้วก็จะไม่มีการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศอีก ซึ่งหากทุกประเทศในโลกสามารถได้ นั่นเท่ากับว่าจะหยุดการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ส่วนเกิน ที่ทำให้เกิด “ภาวะเรือนกระจก” ได้
ในการประชุม COP26 หรือ การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 ณ เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ มีผู้แทนจากกว่า 200 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุม เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยแต่ละประเทศได้ประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของต่อประชาคมโลก
ภาครัฐไทยกำหนดเป้าหมายดังกล่าว สอดรับไปกับเป้าหมายของโลก ซึ่งมีแนว ทางการปรับตัวหลายด้าน โดยไทยวางเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และเข้าสู่ Net Zero ภายในปี 2065 มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพิ่มสัดส่วนการใช้รถไฟฟ้า (EV) ให้มากยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
โอกาสทางธุรกิจจากนโยบาย “Net Zero”
วิชาล อากาวาล หุ้นส่วนอาวุโสและผู้นำด้านความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมภูมิภาคเอเชียของ McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างฉับไวและผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง Net Zero ของประเทศไทย ในงานสัมมนา SCBX Reimagining Climate: EP1 Shaping the Pathway Towards Net Zero Transition
ขณะนี้ โลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายรักษาสภาพภูมิอากาศไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงปารีสได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเร่งดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุคของเรา โดยคาดว่าจะมีการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องต่อปีสูงถึง 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก
อากาวาลอธิบายว่า ความท้าทายนั้นอยู่ที่การจัดการกับความท้าทาย 4 ด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความคุ้มค่าในการลงทุน ความมั่นคงด้านพลังงาน และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ความร่วมมืออย่างมากในหลายภาคส่วน
บริษัทชั้นนำหลายแห่งกำลังสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่ง โดยให้ความสำคัญทั้งผลประกอบการและความยั่งยืน ซึ่งหมายความว่า องค์กรเหล่านี้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน
อุทกภัย ภัยแล้ง และอากาศที่ร้อนระอุ ถือเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจาการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเทศไทย ยิ่งตอกย้ำว่า จำเป็นที่ต้องมีมาตรการรับมือเชิงรุก โดยอากาวาลประมาณการว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000-3,500 ล้านดอลลาร์ต่อปีหรือคิดเป็น 0.4–0.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับกลยุทธ์การลดผลกระทบและการปรับตัวต่อภัยพิบัติต่าง ๆ
“Net Zero” ขับเคลื่อนธุรกิจไทย
การเปลี่ยนผ่านของโลกไปสู่ Net Zero นำมาซึ่งโอกาสที่ยิ่งใหญ่ทางธุรกิจ อีกทั้ง มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) กระตุ้นให้เกิดการผลิตพลังงานด้วยวิธีที่สะอาดมากขึ้น ซึ่งหากประเทศไทยหันมาใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าและนวัตกรรม ก็จะสามารถกลายเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่สำหรับอนาคตที่ไร้คาร์บอนได้
แนวทางปฏิบัติในการผลิตที่สะอาดยิ่งขึ้นอาจสร้างคุณค่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับสินค้าไทย พร้อมช่วยผลักดันความต้องการส่วนประกอบและระบบของไทยในด้านพลังงาน อุตสาหกรรม อาคาร และการขนส่ง นอกจากนี้ในฐานะประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ ประเทศไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยการนำแนวทางปฏิบัติการเกษตรที่ยั่งยืนมาใช้ เช่น การจัดการคาร์บอนในดินและการผลิตโปรตีนทางเลือก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูง รวมถึงความสามารถในการดักจับและกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ และคาร์บอน ในขณะเดียวกันภาคการขนส่งก็พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยนโยบาย "30/30" ที่มุ่งหวังให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 30% ภายในปี 2573 สำหรับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอีกภาคส่วนที่สำคัญของประเทศไทย ก็สามารถใช้ประโยชน์จากการจัดการดิน การทำเกษตรอัจฉริยะ และโปรตีนทางเลือกเพื่อให้บรรลุการเติบโตที่ยั่งยืน
อากาวาลเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่บริษัทและผู้นำของไทยจะต้องคว้าโอาสและมีบทบาทในการกำหนดอนาคตสีเขียวของประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมือปฏิบัติ โดยต้องมีการลงทุนจำนวนมากเพื่อรองรับกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว หากประเทศไทยหันมายึดถือแนวทางความยั่งยืนอย่างจริงจัง นอกจากจะสามารถป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเส้นทางสู่การเปลี่ยนผ่าน Net Zero อีกด้วย





