background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘ฮ่องกง’ ผุดไอเดีย ‘ขยะแลกข้าว’ แก้ปัญหา ‘บ่อขยะ’ ใกล้เต็ม

‘ฮ่องกง’ ผุดไอเดีย ‘ขยะแลกข้าว’ แก้ปัญหา ‘บ่อขยะ’ ใกล้เต็ม

ขยะ” กลายเป็นปัญหาหลักของเมืองใหญ่หลายแห่งในโลก หนึ่งในนั้นคือ “ฮ่องกง” เมืองที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก กำลังประสบปัญหาขยะล้นเมือง โดยรัฐบาลประเมินว่า “บ่อขยะ” ของฮ่องกงจะเต็มภายในปี 2026 และมี “ขยะอาหาร” 30% ที่ถูกทิ้งในหลุมฝังกลบ ส่งผลให้เกิด “ก๊าซมีเทน” จำนวนมาก และจนทำให้บ่อขยะกลายเป็นแหล่งกำเนิด “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของฮ่องกง

ตามข้อมูลโครงการพิมพ์เขียวการบริหารจัดการขยะ” (Waste Blueprint for Hong Kong 2035) ระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะกลางจะลดปริมาณการกำจัดขยะมูลฝอยลง 40-45% และเพิ่มอัตราการนำกลับมารีไซเคิลได้เป็น 55% และตั้งเป้าจะเก็บค่าขยะราว 250 บาทต่อเดือน

ข้อมูลจากกรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือ EPD ในปี 2022 ระบุว่าในแต่ละวันชาวฮ่องกงจะทิ้งขยะเฉลี่ยคนละ 1.51 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นๆ เช่น กรุงโซลอยู่ที่คนละ 0.94 กิโลกรัม ส่วนไทเปอยู่ที่ 0.4 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเรียกเก็บค่าขยะจากภาครัฐ และทำให้คนในโซล และไทเปหันมานำขยะไปรีไซเคิลเพิ่มขึ้น 50%

นอกจากนี้ ฮ่องกงยังมีแผนจัดทำโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่เกาะเชกกวูเจ้า ทางตอนใต้ของเกาะลันเตา โดยแต่ละวันละสามารถใช้ขยะ 3,000 ตัน ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นแหล่งพลังงานสำหรับ 100,000 ครัวเรือนต่อปี และรัฐบาลวางแผนที่จะมีโรงไฟฟ้าแห่งที่สองภายในทศวรรษที่ 2030 ซึ่งวางแผนว่าจะสามารถผลิตได้มากถึง 6,000 ตันต่อวัน 

“นิคมอุตสาหกรรมแปรรูปขยะ” ทางออกปัญหาขยะ

ในปี 2022 ฮ่องกงมีขยะมูลฝอยสูงถึง 15,725 ตันต่อวัน โดย 68% ของขยะถูกส่งกลับไปยังสถานที่ฝังกลบ ที่เหลือจะถูกส่งไปรีไซเคิล ซึ่งมีประมาณ 78% ถูกส่งไปรีไซเคิลมีถูกส่งไปรีไซเคิลนอกเมือง และมีเพียง 7% เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิลในเมือง โดยขยะที่ถูกนำมารีไซเคิลนั้นจะเป็นพลาสติก โลหะ และขยะอาหาร

หู หยานกั๋ว กรรมการบริหารและรองประธานของ China Everbright Environment Group Limited ผู้พัฒนาโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวว่า ฮ่องกงควรจัดการปัญหาขยะด้วยการเผา ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถกำจัด และลดปริมาณขยะได้ และทั่วโลกนิยมใช้

ขยะ 80% ในญี่ปุ่นถูกกำจัดด้วยการเผา ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ใช้การเผาถึง 70% ขณะที่ยุโรปใช้การเผา 27% ส่วนที่เหลือเป็นการรีไซเคิล

นอกจากนี้ นายหู ยังแนะนำว่า ฮ่องกงควรพิจารณาการสร้าง “นิคมอุตสาหกรรม” สำหรับการแปรรูปขยะประเภทต่างๆ เช่น ของแข็ง อาหาร และกากตะกอนน้ำเสีย โดยให้โรงงานต่างๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน วิธีนี้ช่วยให้นำไอน้ำ น้ำ และก๊าซมีเทนกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังสามารถความต้องการพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน พร้อมลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อีกด้วย

“การพัฒนาโครงการแบบรวมศูนย์ยังสามารถส่งผลให้ประหยัดทรัพยากรที่ดิน การก่อสร้าง และต้นทุนการดำเนินงาน” เขากล่าว

นายหู ยังอ้างถึงตัวอย่างนิคมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนในเมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน ที่มีโรงบำบัดขยะ 8 โรงอยู่รวมกันในพื้นที่ 2 ตารางกิโลเมตร โดยใช้งบประมาณลงทุนเพียง 279 ล้านดอลลาร์ และเตรียมจะสร้างเพิ่มเติมอีก 27 แห่ง

กระตุ้นให้ชาวฮ่องกงช่วยกันลด “ขยะอาหาร”

ขยะอาหารในฮ่องกงมีมากถึง 30% ของขยะทั้งหมด โดย 68% นั้นมาจากครัวเรือนโดยตรง ส่วนที่เหลือมาจากร้านอาหาร โรงแรม ตลาด อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะจบลงที่บ่อขยะ ทำให้รัฐบาลต้องหาทางลดปริมาณขยะอาหารลง  

กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ชาวบ้านในย่านอเบอร์ดีน ทางตอนใต้ของเกาะฮ่องกงจะนำเศษอาหารมาทิ้งในถังขยะรีไซเคิลอัจฉริยะหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ นี่เป็นหนึ่งในโครงการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดนิสัยรักการรีไซเคิล

โครงการดังกล่าวเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2566 โดยประชาชนที่นำเศษอาหารมารีไซเคิลจะได้รับคะแนนสูงสุด 50 คะแนนต่อวัน ตามน้ำหนักขยะที่นำมาทิ้ง ซึ่งสามารถนำคะแนนมาแลกเป็นของรางวัลเพื่อจูงใจให้ผู้คนหันมาร่วมโครงการ เมื่อสะสมครบ 150 คะแนน จะสามารถแลกบะหมี่ได้ 1 ห่อ และสามารถใช้ 1,000 คะแนนแลกข้าว 1 กิโลกรัมเป็นรางวัล

นับตั้งแต่เริ่มโครงการนี้มา มีประชาชนนำขยะมาร่วมรีไซเคิลแล้วกว่า 43 ตัน ใน 5 พื้นที่ทำการทดลอง แม้จะประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าโครงการนี้จะยังมีอยู่ในระยะยาวหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลจะต้องศึกษาความคุ้มทุนเพิ่มเติม

 

แบน “พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง” ใน “ฮ่องกง”

รัฐบาลฮ่องกงออกกฎหมายห้ามให้ร้านอาหารใช้ “พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง” ไม่ว่าจะเป็นหลอด ภาชนะ ช้อนส้อม มีด และฝาแก้ว ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2567 เป็นต้นไป โดยจะมีระยะเวลาผ่อนผัน 6 เดือนหลังจากกฎหมายประกาศใช้ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือ แต่ยังกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นหากเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ที่ทำจากไม้ และกระดาษแทน

ไซมอน หว่อง ประธานกิตติมศักดิ์ของสถาบันผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร กล่าวว่า ร้านอาหารขนาดเล็ก และขนาดกลางพยายามจะยื้อเวลาใช้อุปกรณ์พลาสติกให้ได้นานที่สุด เพราะราคาอุปกรณ์ที่ทำจากไม้ และกระดาษสูงกว่าพลาสติกถึง 2 เท่า อีกทั้งจำเป็นต้องใช้สินค้าที่มีอยู่ให้หมดก่อน 

ขณะที่ แกรี ชาน สมาชิกนิติบัญญัติ ระบุว่า ประชาชนยังไม่เข้าใจว่าอะไรใช้ได้บ้าง อะไรที่ห้ามใช้ ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งสำหรับองค์กร และหน่วยงานของรัฐต้องทำการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ และต้องเน้นกับประชาชนถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้ ซึ่งก็คือ การลดจำนวนขยะพลาสติกให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวอาจถูกปรับสูงสุด 12,800 ดอลลาร์ โดยเจ้าหน้าที่สามารถสั่งปรับได้ 255 ดอลลาร์ทันที หากพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า อีกทั้งกฎหมายนี้ยังครอบคลุมไปถึงการห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งอื่นๆ เช่น สำลีก้าน ปลอกร่ม และแท่งเรืองแสง อีกด้วย

แม้จะมีระยะเวลาผ่อนผัน 6 เดือนก่อนบังคับใช้กฎหมายจริง แต่พร้อมจะใช้กฎหมายทันทีหากเจ้าหน้าที่ตักเตือนหลายครั้งแล้วยังคงทำความผิดซ้ำซาก


ที่มา:  CNASCMP 1SCMP 2

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์