วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ESG Bond กับโอกาสผลตอบแทน ดีต่อใจ ดีต่อพอร์ตลงทุนปี 2567

ESG Bond กับโอกาสผลตอบแทน  ดีต่อใจ ดีต่อพอร์ตลงทุนปี 2567

ในปี 2567 นี้ SCB CIO มองว่า ตราสารหนี้ยังเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดี โดยผู้ที่ต้องการลงทุน ในตลาดตราสารหนี้ที่มีส่วนสร้างผลกระทบเชิงบวก ก็มีตราสารหนี้ที่คำนึงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) หรือ ESG Bond ให้เลือก

จากข้อมูลของสมาคมตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ESG Bond แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

1) ตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) - เงินจะถูกใช้ลงทุนหรือชำระคืนหนี้ (re-finance) ในโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยโครงการตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Bond) ก็อยู่ในตราสารหนี้ประเภทนี้

2) ตราสารหนี้เพื่อพัฒนาสังคม (Social Bond) - เงินจะถูกใช้ลงทุนหรือ re-finance ในโครงการเพื่อสังคม

3) ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) - เงินจะถูกใช้ลงทุนหรือ re-finance ในโครงการที่เกิดประโยชน์ทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม

4) ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) - กำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทน ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดหรือเป้าหมายที่ผู้ออกตราสารกำหนดไว้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม กรณีดำเนินการไม่สำเร็จตามตัวชี้วัดในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ออกตราสารต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) ให้ผู้ลงทุน

ทั้งนี้ Moody's ระบุว่า ปี 2566 ทั่วโลกออก ESG Bond ประมาณ 9.46 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2565 ขณะที่ ปี 2567 คาดว่าอยู่ที่ 9.5 แสนล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับปี 2566

ในส่วนของไทย จากสถิติของสมาคมตราสารหนี้ไทย ปี 2566 พบว่า มีการออก ESG Bond 179,866 ล้านบาท ลดลงจากปี 2565 ที่ออก 214,029 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าคงค้าง ESG Bond คิดเป็น 4% ของตลาดตราสารหนี้ไทย แบ่งเป็น Sustainability Bond 67% Green Bond 21% Sustainability-Linked Bond 8% และ Social Bond 4%

นอกจากตราสารหนี้ 4 ประเภท ยังมี Transition Bond ที่ออกแบบมาช่วยบริษัทในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสมาคมตราสารหนี้ไทยให้คำจำกัดความว่า เป็นตราสารหนี้ที่ผู้ออกตราสาร ยังไม่ได้เป็นธุรกิจสีเขียว แต่ต้องการระดมทุนปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจหรือกระบวนการผลิตให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สิ่งที่น่าสนใจในปี 2567 คือ บริษัทต่างๆ ลงทุนเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะผลักดันให้ความสนใจลงทุนใน ตราสารหนี้เปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ Transition Bond มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ทั้งนี้ S&P Global เคยคาดการณ์ว่า การระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการออก Transition Bond จะมีสัดส่วน 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากการลงทุนประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินลงทุนประจำปีที่จำเป็นต่อการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 2°C ภายในปี 2593

ผมมองว่า Transition Bond ช่วยให้ผู้ลงทุนที่สนใจ ESG Bond มีทางเลือกลงทุนมากขึ้น ทั้งในไทยและต่างประเทศ ยังมีกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่เข้าข่ายธุรกิจสีเขียว ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อยู่มาก ขณะที่ ESG Bond โดยรวมน่าสนใจในยุคนี้ เพราะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป มีผลตอบแทนน่าสนใจในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และช่วยให้ผู้ลงทุนมีส่วนร่วมลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม

อย่างไรก็ดี อย่าลืมพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของ ESG Bond ที่ลงทุน นอกเหนือจากพิจารณาผลตอบแทน และระยะเวลาลงทุน รวมทั้งพิจารณาด้วยว่า ESG Bond ที่สนใจ เป็นตราสารหนี้ประเภทใด มีสิทธิเรียกร้องในลำดับขั้นไหน กรณีเกิดปัญหาชำระหนี้ไม่ได้ โอกาสที่จะได้รับชำระหนี้คืนเป็นอย่างไร และมีหลักประกัน ที่นำมาชำระคืนหนี้ได้หรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตครับ

 กรณีมีเงินลงทุนจำนวนมาก ท่านควรลงทุนตราสารหนี้หลายๆ ตัว โดยที่แต่ละตัวมีสัดส่วนไม่มาก เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในตราสารหนี้ตัวใดตัวหนึ่ง กรณีเงินลงทุนมีจำนวนไม่มาก ต้องการลงทุน ESG Bond และท่านอยู่ในกลุ่มที่สามารถลงทุนลดหย่อนภาษีได้ กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ที่มีนโยบายลงทุนใน ESG Bond ด้วยก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ