วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

Utility Green Tariff : ก้าวต่อไปของไฟฟ้าสีเขียวประเทศไทย

Utility Green Tariff : ก้าวต่อไปของไฟฟ้าสีเขียวประเทศไทย

สวัสดีครับ จำกันได้ไหมครับว่าในปี 2564 สหภาพยุโรปทำให้อุตสาหกรรมส่งออกทั่วโลก สั่นสะเทือนด้วยร่างมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM)

ที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนต.ค.นี้ โดยกำหนดให้ผู้นำสินค้าเข้ายุโรปต้องสำแดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน หากปล่อยเกินมาตรฐานของสินค้าที่ผลิตในยุโรปเองก็จะต้องจ่าย “ภาษีคาร์บอน” เพื่อไม่ให้สินค้าของยุโรปเสียเปรียบทางการค้าแก่สินค้าประเทศอื่นที่ราคาถูกกว่าเนื่องจากยังมิได้มีการลงทุนปรับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

มาตรการนี้ดูเหมือนกระทบเพียงผู้ส่งออกไทยที่ค้าขายกับยุโรป แต่หลายประเทศเริ่มพิจารณาใช้มาตรการประเภท CBAM เช่นกัน ดังนั้นผู้ส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นก็ต้องเตรียมปรับตัวกับกติกาการค้าโลกใหม่นี้ต่อไป เพราะนอกจากการคิดค่าคาร์บอนของตัวสินค้าแล้ว ยังรวมก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยระหว่างผลิตด้วย เรียกได้ว่าครอบคลุมคาร์บอนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

หากพิจารณาสายการผลิตแล้ว การปล่อยคาร์บอนเริ่มตั้งแต่ในโรงงานซึ่งใช้ไฟฟ้า เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอันก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ทางออกของหลายประเทศในปัจจุบันคือ หันไปใช้แหล่งพลังงานหรือกรรมวิธีอื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิต “ไฟฟ้าสีเขียว” จากพลังงานหมุนเวียน อาทิ แสงอาทิตย์ ลม แทนน้ำมัน และถ่านหินที่สร้างมลพิษสูง

จากเงื่อนไขนี้ ผู้ผลิตไทยจะตกที่นั่งลำบากหรือไม่ เพราะสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนในปี 2565 มีเพียง 10.14% ของการผลิตไฟฟ้าในระบบทั้งหมดตามข้อมูลแบบแยกประเภทเชื้อเพลิงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) คำตอบคือ ยังมีข่าวดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในเรื่องนี้ เพราะเรากำลังจะมีไฟฟ้าสีเขียวมาให้เลือกใช้ด้วยอัตราค่าไฟที่ชัดเจน

เมื่อต้นปี 2566 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปลายปีนี้ ผู้ผลิตที่เลือกใช้ไฟฟ้าสีเขียวจะได้ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) ซึ่งสำแดงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นรายชั่วโมงตามมาตรฐานสากล สามารถนำไปใช้ “ยืนยัน” ต่อประเทศปลายทางว่าผู้ผลิตได้ใช้ไฟฟ้าสีเขียวจริง ใบรับรอง REC จึงเปรียบเสมือน “ตัวช่วย” สำหรับผู้ผลิตในการปฏิบัติตามเงื่อนไข CBAM หรือข้อกีดกันทางการค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกระดับสากล

ในเบื้องต้น อัตรา UGT จะกำหนดเป็นสองรูปแบบซึ่งมีเงื่อนไขต่างกัน รูปแบบแรกคือ ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องการเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า (UGT1) เหมาะกับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณน้อย สามารถเลือกสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ต้องการซื้อ และจะได้การรับรอง REC เท่าปริมาณที่ซื้อจริง มีสัญญาระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี

ส่วนรูปแบบที่สองคือ ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องการเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้า (UGT2) เหมาะกับกิจการที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ขึ้นไปในระยะเวลา 15 นาที โดยผลิตจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งก็จะได้การรับรอง REC เต็มปริมาณ มีสัญญาระยะยาว 10-25 ปี

ปัจจุบันมีการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั้งของรัฐ และเอกชนเพื่อตอบสนองอุปสงค์ไฟฟ้าสีเขียวที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นอัตรา UGT รูปแบบใดก็ล้วนช่วยขับเคลื่อนแผนพลังงานชาติ ในส่วนของนโยบายการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าใหม่ด้วยพลังงานสะอาดให้ไม่น้อยกว่า 50% เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 ของไทยครับ

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์