background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

สอวช. ชู ระบบนิเวศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

สอวช. ชู ระบบนิเวศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

สอวช. สร้างระบบนิเวศขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทย สนับสนุนการเงิน ปลดล็อกกฎหมาย และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม มุ่งสู่คาร์บอนเป็นศูนย์ในกลุ่มประเทศเอเปค

กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า “กลไกความร่วมมือ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม (วทน.) ในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในกลุ่มประเทศเอเปค”

แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเป็นส่วนสำคัญที่จะนำประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ที่จัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสก็อตแลนด์ ในปีที่ผ่านมาว่า 

สอวช. ชู ระบบนิเวศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

ประเทศไทยจะไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065 และในการประชุม COP27 ประจำปีนี้ ที่เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังได้มีการหารืออภิปรายเกี่ยวกับประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) ความสูญเสีย (Loss) และความเสียหาย (Damage) ซึ่งในแง่ของการปรับตัว การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จะเป็นคำตอบในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG Economy model) ที่ สอวช. เสนอให้เกิดเป็นนโยบายของประเทศ และรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ

ทำให้ในปัจจุบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านนี้ ส่วนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย จากมุมมองด้านนโยบาย มองว่าเราต้องการระบบนิเวศในการขับเคลื่อนและทำงานร่วมกัน 

โดยในปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย และข้อริเริ่มหลายโครงการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้พัฒนาจัดทำกรอบนโยบายนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน: วิสัยทัศน์ พ.ศ. 2573 (Circular Economy Innovation Ecosystem: Vision 2030)

นอกจากนี้ สอวช. ยังทำงานร่วมกับอีกหลายหน่วยงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนโครงการสร้างขีดความสามารถในการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ผ่านหลักสูตร CIRCO จากประเทศเนเธอแลนด์ 

สอวช. ชู ระบบนิเวศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

เพื่อให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการมีแนวทางในการนำเอาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ในธุรกิจได้ ซึ่งที่ผ่านมาจัดหลักสูตรไปแล้วใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม มีบริษัทเข้าร่วมกว่า 100 แห่ง และในอนาคตมีแผนที่จะยกระดับโครงการนี้ให้กลุ่ม SME ได้เข้าร่วมมากขึ้น

โดยได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในการส่งเสริมและช่วยเหลือกลุ่ม SME โดยตรงด้วย

สำหรับกลไกที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนมีหลายส่วนด้วยกัน ในส่วนของการสนับสนุนเงินทุนวิจัย หลังจากตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นมา ได้มีการจัดตั้งหน่วยบริหารและจัดการทุน (Program Management Unit: PMU) ขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยงานให้ทุนดูแลรับผิดชอบการให้ทุนในสาขาที่แตกต่างกัน 

ตัวอย่างการดำเนินงานของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จะมุ่งเน้นการจับคู่การให้ทุนร่วมกับบริษัทและหน่วยวิจัย

ทั้งมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัย โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงตลาด หรือการนำผลงานวิจัยหรือเทคโนโลยีออกไปสู่เชิงพาณิชย์ได้

กลไกต่อมาคือเรื่องกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ต้องมีการปลดล็อกให้สามารถดำเนินงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างราบรื่น มีการริเริ่มการทำแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมา เพื่อเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงประสานงาน กระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ และร่วมกันแก้ปัญหา

แก้ไขข้อติดขัดในด้านกฎระเบียบที่เรากำลังเผชิญอยู่ อีกส่วนสำคัญคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้อง 

เช่น มาตรฐานการตรวจสอบคาร์บอน (Carbon Verification Standard: CVS) การซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Trading) จึงยังต้องมีการสนับสนุนการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะในด้านนี้เพิ่มมากขึ้น

และกลไกสำคัญในส่วนสุดท้าย คือ หน่วยประสานงานกลาง (Intermediary) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกัน ซึ่ง สอวช. ได้ดำเนินงานในส่วนนี้มาอย่างต่อเนื่อง มีการจัด CE innovation policy forum ร่วมกับ Thai-SCP

จัดเวทีหารือในด้านนโยบาย แลกเปลี่ยนความเห็นและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และยังนำไปสู่แนวทางการขับเคลื่อนงานในอนาคตร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป