นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ บอร์ดค่าจ้างปรับค่าแรงตามฝีมือ 129 อาชีพ เป็นทิศทางดี แต่ควรอธิบายที่มา 2.9% ที่ใช้เป็นฐานคำนวณ เห็นด้วยปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นทิศทางที่ดีที่คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) เห็นชอบเพิ่มค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขา โดยใช้อัตรา 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นคำนวณ
พร้อมพิจารณาเพิ่มให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือและสอดรับความต้องการตลาดแรงงาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแผนหรือความชัดเจนในการปรับค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้
รวมทั้งคณะกรรมการค่าจ้างควรชี้แจงหลักเกณฑ์หรือที่มาของ 2.9% และตัวเลขที่จะปรับขึ้นจากฐานนี้แต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งจะทำให้โปร่งใสตรวจสอบได้ และช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจ ประเมินความเหมาะสมตัวเลขได้
"คิดว่าตัวเลข 2.9% มาจากอัตราเงินเฟ้อไทยเดือน เม.ย.2569 เพราะเงินเฟ้อก็อยู่ที่ 2.9% เช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นจะรักษากำลังซื้อแรงงานได้ระดับหนึ่ง ส่วนตัวสนับสนุนให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับอัตราฐานการคำนวณตามเงินเฟ้อทุกปี เพื่อช่วยแรงงานได้รับค่าจ้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับสถานการณ์จริง"
สำหรับแนวทางระยะต่อไป คณะกรรมการค่าจ้างควรดำเนินการเพิ่มอีก 3 ส่วน เพื่อให้การปรับค่าจ้างเหมาะสมและเป็นธรรมทุกฝ่าย ประกอบด้วย
1.การขยายสาขาอาชีพที่ถูกกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มช่องทางเข้าถึงการฝึกอบรม การทดสอบ และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน
เพื่อให้แรงงานสาขาอาชีพอื่นอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และแรงงานนอกระบบ มีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สอดรับทักษะฝีมือ
2.ยกระดับความโปร่งใสและคุณภาพของระบบไตรภาคี และระบบข้อมูลตลาดแรงงานของประเทศ การกำหนดค่าจ้าง โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ ควรอยู่บนข้อมูลค่าจ้างจริง ผลิตภาพแรงงาน ภาวะขาดแคลนแรงงาน และค่าครองชีพมากกว่าการต่อรองเชิงการเมือง
ขณะเดียวกันควรปฏิรูประบบผู้แทนไตรภาคีให้สะท้อนตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างแท้จริง เช่น ตัวแทนนายจ้างควรมีฝั่ง SMEs เป็นตัวแทนด้วย หรือผู้ที่มาเป็นตัวแทนไม่ควรผูกขาดตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็น 10 ปี
3.ส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อให้เสียงผู้ใช้แรงงานได้รับการสะท้อนเหมาะสมในกระบวนการกำหนดนโยบาย และตัวแทนภาครัฐต้องเป็นอิสระทางวิชาการ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ
รวมทั้งการปรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานไม่สามารถทดแทนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันมีผู้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 5 ล้านคน และวัตถุประสงค์ค่าจ้างขั้นต่ำคือการคุ้มครองแรงงาน
ขณะที่ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานมีไว้เพื่อกระตุ้นให้พัฒนาทักษะ ทั้ง 2 ส่วนจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมกันและกัน
ในระยะยาว รัฐบาล คณะกรรมการค่าจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีเป้าหมายไปสู่การใช้หลักค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิต (Living Wage) หรือระดับค่าจ้างที่ทำให้ครอบครัวดำรงชีวิตได้มีคุณภาพที่ดีไม่ใช่เพียงอยู่รอด
ตัวอย่างการคำนวณ กรณีครอบครัว 4 คน พ่อ แม่ และลูก 2 คน ที่อายุต่ำกว่า 15 ปี (ไม่สามารถสร้างรายได้ของตัวเอง) ควรมีรายได้อัตราใดจึงทำให้ทุกคนได้รับโภชนาการดีเพียงพอ มีที่พักอาศัยไม่อัตคัดเกินไป มีพอสำหรับค่าการศึกษา และสำรองค่ารักษาพยาบาลกรณีจำเป็น
ขณะนี้หลายประเทศใช้แนวคิดนี้มากขึ้น และในยุโรปใช้เรื่องนี้กดดันซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) ว่าหากจ้างงานค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมอาจโดนไม่ให้ส่งสินค้าไปยังประเทศนั้นๆ
รวมทั้งภาครัฐไม่ควรโยนภาระการปรับค่าจ้างให้เป็นภาระ SMEs ฝ่ายเดียว แต่ควรหามาตรการลดค่าครองชีพควบคู่การเพิ่มศักยภาพและความสามารถผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้การปรับค่าจ้างไม่กระทบการจ้างงานระยะยาว
“ต้องยอมรับว่าค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่พอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน การปรับค่าจ้างในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ SMEs ดังนั้นในระหว่างนี้จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้ามาดู และหาวิธีที่จะทำให้คนอยู่ให้ได้” รศ. ดร.กิริยา กล่าว


