แม้ว่าจะมีการเริ่มนับหนึ่งเรื่อง “ปฏิรูปประกันสังคม” โดยกระทรวงแรงงานจะมีการตั้ง “คณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม” ที่มีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นที่ปรึกษา รวมถึงประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน 4 ท่าน ฝ่ายนายจ้าง 4 ท่าน ฝ่ายราชการ และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ
ขณะเดียวกันมีหลายภาคส่วนเห็นพ้อง และเริ่มมีข้อเสนอ “โมเดลปฏิรูปประกันสังคม” หนึ่งในนั้นคือ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ขยับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ในการนำ “ประกันสังคมพ้นระบบราชการ” มุ่งเน้นการยึดโยงกับผู้ประกันตนผ่านการเลือกตั้งบอร์ด การปฏิรูปโครงสร้างการลงทุนให้เทียบเท่ากองทุนบำนาญสากล
เพิ่มการมีส่วนร่วม
รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน คณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงข้อเสนอของทีมประกันสังคมก้าวหน้า เกี่ยวกับรูปแบบการปฏิรูปประกันสังคมว่า “การไม่ยึดโยงกับผู้ประกันตน” ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของประกันสังคมในปัจจุบัน และหลายครั้งไม่ยึดโยงแม้กระทั่งกับบอร์ด จะเห็นได้ว่าข้อเสนอหลายอย่างที่บอร์ดเสนอไป ทางสำนักงานกลับไม่นำไปปฏิบัติ หรือนำเสนอผ่านโครงสร้างราชการที่ล่าช้า หรือการตั้งคำถามถึงปัญหาความโปร่งใสแต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก สะท้อนให้เห็นว่าระบบราชการมีวิธีคิดที่ขัดกับความต้องการของประชาชน
“สิ่งที่ต้องการทำเพื่อแก้ไขต้องเพิ่มความเป็นประชาธิปไตย( Democratize) ทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง ประชาชนต้องสามารถเห็นการทำงาน ตรวจสอบได้ ถอดถอนได้ และตั้งคำถามได้ โมเดลที่นำเสนอเป็นการทำให้สำนักงานประกันสังคม(สปส.)มีลักษณะเป็นองค์กร ที่อยู่นอกระบบราชการ แต่ยังอยู่ภายใต้การกำกับของกรอบกฎหมาย” รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าว
หัวใจหลักอยู่ตรงการ “เอาอำนาจจากรัฐเข้าสู่ประชาชนให้มากที่สุด” กลไกจะเน้น “การมีส่วนร่วม” โดยปัจจุบันประกันสังคมมีอยู่ระดับหนึ่งตรงที่บอร์ดประกันสังคมส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งหลายองค์กรยังไม่มีโมเดลนี้ที่คนทั่วไปสามารถเลือกตัวแทนบอร์ดเข้ามาได้โดยตรง แต่ต้องขยายปรับสัดส่วนของบอร์ด เพื่อให้ยึดโยงกับผู้ประกันตนมากขึ้น
อิสระ คล่องตัว เทียบเคียงแบงก์ชาติ
อีกด้านคือ ความเป็นอิสระ ความคล่องตัวในการบริหารที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบราชการ พอจะเห็นโมเดลที่เทียบเคียงได้ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส แต่โมเดลปฏิรูปประกันสังคม จะไม่เหมือน 2 องค์กรข้างต้นทั้งหมด เนื่องจากอำนาจหลักอยู่ที่คนธรรมดา ผู้ประกันตนเลือกบอร์ด และบอร์ดสามารถออกกติกาการบริหาร รวมถึง สรรหาเลขาธิการที่ปัจจุบันเป็นข้าราชการ โดยมีวาระชัดเจนเหมือนกับเป็นซีอีโอ(CEO) มองเห็นภาพเหมือนการเลือกทีมบริหารที่มีนโยบายชัดเจน เข้ามาพร้อมทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิประโยชน์ หรือการลงทุน
“ผมเป็นบอร์ดมา 2 ปี เจอเลขาธิการประกันสังคม 4 คน บางคนเข้ามาจะเกษียณในอีก 5 เดือน และหมุนเวียนมาจากกรมอื่น กระทรวงอื่นๆ ก็เป็นการสะท้อนปัญหา แต่แบบใหม่จะให้บอร์ดสรรหาเลขาธิการได้ โดยเลขาฯ ยึดโยงกับบอร์ด และบอร์ดยึดโยงกับผู้ประกันตน ก็จะทำให้เกิดการบริหารแบบมืออาชีพ ยึดโยงกับคนส่วนใหญ่ มีวาระ และตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีอิสระ และมีประสิทธิภาพขึ้น” รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าว
การเงินจัดการตนเองได้
เมื่อออกนอกระบบราชการ เรื่องงบประมาณไม่น่ากังวล ปัจจุบันประกันสังคมแทบจะเป็นองค์กรที่จัดการด้วยตัวเองประมาณ 95% แล้ว แม้จะมีส่วนที่รัฐสมทบตามกฎหมายราวปีละ 40,000 ล้านบาทเป็นการจ่ายเรื่องสิทธิประโยชน์ ไม่ได้เพื่อการบริหาร ซึ่งปัจจุบันการบริหารใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท เป็นส่วนของข้าราชการที่รัฐบาลจ่ายเงินเดือนให้ ส่วนมากเป็นระดับผู้บริหารราว 100 ล้านบาท
“เรื่องการเงิน ประกันสังคมบริหารด้วยตัวเองอยู่แล้ว และหากออกจากระบบราชการ จะลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนอย่างการทำเอกสารมหาศาลหรือเงื่อนไข ต่างๆ ทำให้ระบบลีน (Lean) มีอิสระ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น” รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าว
สำหรับบุคลากร และสำนักงานระดับพื้นที่นั้น ช่วงเปลี่ยนผ่านจะคงกลไกที่มีอยู่ไว้ แต่เป้าหมายคือ การเพิ่มสวัสดิการให้คนทำงานหน้างานจริงๆ เปรียบเทียบเหมือนการปฏิรูปกองทัพ ต้องลดจำนวนผู้บริหารระดับสูง เช่น ผอ.กอง หรือ ผอ.ส่วนงานที่มากเกินไป แล้วนำงบประมาณส่วนนั้นมาเป็นค่าตอบแทน และสวัสดิการให้พนักงานที่ต้องรับใช้ประชาชนโดยตรง หรือดูตัวอย่างจากธนาคารแห่งประเทศไทย แม้จะแข่งกับภาคการเงินเอกชนไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นองค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องสวัสดิการที่ดี ทำให้พนักงานมีศักดิ์ศรี และมีความซื่อตรงต่ออาชีพ (Integrity) มากขึ้น
ลงทุนเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนเหมาะสม
ประกันสังคมดูทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์เชิงสังคม และการลงทุนของกองทุนที่มีขนาด 2.8 ล้านล้านบาท จะต้องแยกบอร์ด 2 ส่วนหรือไม่ รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีคณะกรรมการลงทุนอยู่แล้ว โดยรายงานการลงทุนต่อเลขาธิการ แต่เลขาธิการไม่ต้องรายงานต่อบอร์ด ซึ่งในเรื่องธรรมาภิบาล ด้านหนึ่งต้องให้ความเป็นอิสระในการตัดสินใจลงทุน แต่สุดท้ายต้องรายงานต่อบอร์ด
ที่สำคัญการลงทุนต้องปรับให้เป็นตามมาตรฐานสากล ซึ่งกองทุนประกันสังคมที่มีขนาด 2.8 ล้านล้านบาท ต้องสามารถกำหนดโปรโตคอลที่ชัดเจน และปรับแผนให้เหมือนกับกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ จำเป็นต้องทำให้การลงทุนขยายไปสู่การลงทุนที่คนธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงได้ ก้าวข้ามคำว่า High Risk, High Return เป็นการลงทุนแบบ “ความเสี่ยงต่ำแต่ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม” จะทำให้แตกต่างจากนักลงทุนรายย่อย
ผลตอบแทน 8% ยืดกองทุน 20 ปี
ยกตัวอย่าง “กองทุนนอร์เวย์” ที่มีขนาดใหญ่กว่ากองทุนประกันสังคมมาก เป็นต้นแบบที่น่าสนใจ ซึ่งสิ่งที่เขาพยายามเลี่ยงคือ “Domestic Bias” หรือการลงทุนที่เอนเอียงในประเทศตัวเอง เพราะอาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ให้อิงอยู่กับตลาดในประเทศที่มีความผันผวน โดยเน้นความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะมีการเปิดเผยพอร์ตการลงทุน และแนวทางในอนาคต เหมือนบริษัทจดทะเบียนที่รายงานต่อผู้ถือหุ้น ในแง่ผลตอบแทนสามารถทำได้อยู่ที่ 7-8% ต่อปี
ส่วนกองทุนประกันสังคมไทย ผลตอบแทนค่อนข้างผันผวน ช่วงก่อนโควิดอาจจะเคยได้ 8% แต่ช่วงโควิดก็มีติดลบ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-4% แม้ปี 2567และ 2568 ขึ้นมาเป็น 5-6% แต่เพื่อความยั่งยืนในอนาคตจึงต้องมีการปรับแผนสัดส่วนการลงทุนเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูง 50% และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ 50%
“เหนืออื่นใดแม้มีการปรับพอร์ต แต่ไม่มีการนำออกนอกระบบราชการ ก็จะติดปัญหาอยู่แบบนี้ ซึ่งภายใต้โครงสร้างประชากรต่างๆ ถ้าสามารถขยายโดยเฉลี่ยเป็น 8 % ต่อปี จะหมดห่วงปัญหาเรื่องกองทุนจะเงินหมดจากโครงสร้างผู้สูงอายุ ก็อาจจะยืดไปได้อีก 20 ปี” รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าว
ปฏิรูปไม่ได้ทำให้เป็นเอกชน
รศ.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ขั้นตอนที่เร็วที่สุดในการปฏิรูปประกันสังคม ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นอำนาจของสภา และนายกรัฐมนตรีที่ต้องเซ็นรับรองเพราะเกี่ยวข้องกับการเงิน หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการปฏิรูป ก็สามารถหยิบยกเอาร่างกฎหมายที่เตรียมไว้แล้วขึ้นมาพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันทีเพื่อเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ
“โมเดลนี้จะปิดช่องโหว่ของระบบราชการ ไม่ยึดโยงกับผู้ประกันตน แก้ไขคอขวดของการพัฒนาสิทธิประโยชน์ แก้ไขปัญหาประสิทธิภาพ และความไม่โปร่งใสในการลงทุน ขอย้ำว่า เป็นการคืนประกันสังคมให้ประชาชน ให้ผู้ประกันตน สามารถกำหนดบอร์ด และบอร์ดกำหนดผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในประกันสังคมได้ ไม่ได้ทำให้เป็นเอกชน” รศ.ษัษฐรัมย์กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





