ปฏิรูปประกันสังคม นำกองทุน 2.8 ล้านล้านบาท ออกจากระบบราชการ ประเมินข้อดีมีระบบคัดคนมาคุมการลงทุน ออกแบบสิทธิประโยชน์ตรงความต้องการผู้ประกันตน ชี้จุดเสี่ยงระบบตรวจสอบที่ต้องออกแบบใหม่
กองทุนประกันสังคม เป็นเสาหลักสำคัญสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ลูกจ้าง และแรงงานไทยมา 2 ทศวรรษ มีเงินลงทุนสะสม 2.85 ล้านล้านบาท หากเปรียบเทียบ งบประมาณปี 2568 ที่มีวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท จะเห็นชัดว่ากองทุนมีขนาดใหญ่ รวมทั้งปัจจุบัน ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33, 39 และ 40 มีจำนวนรวมถึง 24.8 ล้านราย
ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีข้อเสนอนำ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกนอกระบบราชการเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกยกมาถกเถียงมานาน แต่ความพยายามปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการกองทุนขนาดใหญ่ไม่สำเร็จแม้ผ่านการนำเสนอมาหลายรัฐบาล
ที่ผ่านมามีการสะท้อนข้อดี และข้อเสีย ผ่านมุมมองของตัวแทนผู้ประกันตน ฝ่ายนายจ้าง และนักการเมือง ถึงความจำเป็น และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากกองทุนที่ดูแลคนกว่า 24 ล้านคนต้องโบกมือลาระบบราชการ
มูลเหตุสำคัญที่นำไปสู่ข้อเสนอการนำ สปส.ออกนอกระบบราชการ มาจากข้อจำกัดที่สะสมมานานภายใต้โครงสร้างราชการ โดยปัจจุบัน สปส.มีสถานะเป็นส่วนราชการระดับกรม ภายใต้กระทรวงแรงงาน ทำให้การบริหารจัดการต้องขึ้นกับระเบียบราชการที่อาจมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ง่าย
รวมถึงการที่ตำแหน่งผู้บริหารเป็นข้าราชการที่หมุนเวียนจึงขาดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายระยะยาว และกระบวนการตัดสินใจลงทุนเป็นอีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากที่ผ่านมาผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยย้อนหลังเพียง 2-3% ต่อปี ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของกองทุน
ปลดล็อกด้านบุคลากร
หากประกันสังคมออกนอกระบบราชการ สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ การปลดล็อกด้านบุคลากร โดยปัจจุบัน สปส.เผชิญวิกฤติขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่มีน้อยเมื่อเทียบกับการดูแลเงิน 2.8 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากเพดานเงินเดือนระบบราชการไม่ดึงดูดหรือรักษาคนเก่งไว้ได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนถูกดึงตัวไปทำงานภาคเอกชน ขณะที่บริษัทประกันเอกชนทั่วไปอาจมีนักคณิตศาสตร์ประกันภัยนับร้อยคน
การออกนอกระบบจะช่วยให้องค์กรสามารถสรรหา CEO และนักลงทุนมืออาชีพที่มีประสบการณ์บริหารกองทุนขนาดใหญ่เข้ามาทำงานได้จริง ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพการสร้างกำไร และนำไปสู่การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนได้มากขึ้นระยะยาว
มีการประเมินว่า กองทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนถึง 6-8% ต่อปี ซึ่งทุก 1% ของผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นหมายถึงเม็ดเงินที่งอกเงยอีก 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งนำกลับมาเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการปรับเพิ่มเงินสมทบอย่างเดียว
ข้อเสนอบอร์ดมาจากการเลือกตั้ง 100%
การออกนอกระบบราชการยังจะเอื้อให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างคณะกรรมการ (บอร์ด) ให้มาจากการเลือกตั้งของผู้ประกันตน และนายจ้าง 100% ทำให้เสียงผู้มีส่วนได้เสียมีผลต่อการกำหนดทิศทางองค์กรแท้จริง และมีอำนาจแต่งตั้ง CEO
ภายใต้โครงสร้างนี้จะทำให้ข้อมูลการบริหารงาน บันทึกการประชุมบอร์ด และรายละเอียดการลงทุน ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันปัญหาการลงทุนตามใบสั่งหรือการใช้งบประมาณที่ไร้ประสิทธิภาพ
ที่สำคัญความคล่องตัวยังจะช่วยให้การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น ค่าคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร หรือสิทธิทำฟัน จะทำได้เร็วกว่าเดิม ไม่ต้องรอผ่านขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน และกินเวลานาน
ข้อกังวลขาดกลไกตรวจสอบที่รัดกุม
อีกด้านหนึ่งความกังวลเกี่ยวกับการออกจากระบบราชการก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะประเด็น “ธรรมาภิบาล และการขาดกลไกตรวจสอบที่รัดกุม” ฝ่ายที่เห็นด้วยกับระบบเดิมมองว่าระบบราชการมีหน่วยงานกลาง เช่น กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง คอยทำหน้าที่ท้วงติง และกำกับดูแลความเสี่ยงมาตลอด 30 ปี
ทั้งนี้การให้อำนาจบริหารจัดการเงินจำนวนมหาศาลแก่บอร์ดหรือ CEO หากไม่มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน ไม่มีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็งพออาจนำไปสู่ปัญหาธรรมาภิบาล
“เรื่องภาระค่าใช้จ่ายการบริหารงานที่อาจสูงขึ้น” เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยง เนื่องจากองค์กรอิสระมักมีฐานเงินเดือนบุคลากรสูงกว่าระบบราชการ หากออกแบบโครงสร้างไม่ดีพออาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการบริหารจัดการ ทำให้องค์กรประสบภาวะขาดทุนได้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายบุคลากรสูงเกินความจำเป็นโดยไม่สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ข้อแตกต่าง “ประกันสังคม-กบข.”
ไม่เพียงเท่านี้ ความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างกองทุนประกันสังคมกับกองทุนอื่นอย่าง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นจุดที่ต้องพิจารณา โดย กบข.เป็นการบริหารจัดการเงินแบบรายบุคคล (One to One) ที่สมาชิกได้รับผลตอบแทนตามเงินที่ตนเองสะสม แต่ประกันสังคมมีลักษณะเป็น “การเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” ของผู้ประกันตน 24 ล้านคน
ดังนั้น การบริหารจัดการจึงซับซ้อนสูง และครอบคลุมสิทธิประโยชน์ถึง 7 กรณี ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเท่านั้น การนำโมเดลองค์กรเอกชนมาใช้อาจมีแรงจูงใจเรื่องผลประโยชน์เป็นสำคัญ จากเดิมที่เป็นการจัดสวัสดิการสาธารณะเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม กลายเป็นการมุ่งเน้นการแสวงหาผลกำไรสูงสุด
รวมทั้งอาจทำให้หัวใจของระบบสวัสดิการสังคมที่เน้นความมั่นคงของชีวิตเป็นหลักถูกลดทอนความสำคัญลงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบผู้ประกันตนที่ยังเชื่อมั่นระบบเดิมที่รัฐดูแลจนนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคม
ทั้งนี้ ฝ่ายนายจ้างบางส่วนยังเชื่อมั่นในระบบเดิมที่ใช้มานาน 30 ปี โดยมองว่าปัญหาความไม่โปร่งใสเป็นเรื่องควรแก้ไขเป็นรายกรณี และสร้างมาตรฐานจริยธรรมให้เข้มแข็งขึ้น มากกว่าการรื้อโครงสร้างทั้งหมด
ศึกษาแนวทางปฏิรูปประกันสังคม
ล่าสุด น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมตั้งมา 31 ปีแล้ว น่าจะถึงเวลาปฏิรูปให้สอดคล้องบริบทการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งมอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงาน จ้างสถาบันอุดมศึกษาที่เชี่ยวชาญสูงมาศึกษาความเป็นไปได้และเสนอแนวทางการปฏิรูประบบและโครงสร้างการบริหารการประกันสังคม
โดยมุ่งเน้นบริหารมืออาชีพ เน้นผู้เชี่ยวชาญเชิงลึกด้านการเงินการคลังและเข้าใจบริบทความต้องการผู้ประกันตน โดยข้อจำกัดสำคัญที่ต้องแก้ไขเร็วคือ “ปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างการบริหาร” ที่ส่งผลต่อความคล่องตัวและการดูแลผู้ประกันตน
“สำนักงานประกันสังคมควรเป็นอิสระและคล่องตัว เพื่อประโยชน์ผู้ประกันตน 24 ล้านคน และนายจ้าง 500,000 ราย จึงให้ไปศึกษาโมเดลการบริหารงานที่แยกออกจากระบบราชการเดิม เช่น การปรับรูปแบบให้คล้ายคลึงกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือบริหารในลักษณะสถาบันการเงินที่ยืดหยุ่นสูง เพื่อสร้างระบบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและยั่งยืนให้ผู้ประกันตน” น.ส.ตรีนุชกล่าว
เสนอใช้เทคโนโลยีตรวจสอบกองทุน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์ และประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบประกันสังคม มาตรา 40 ระบุว่า การลงทุนของกองทุนประกันสังคม ปี 2568 มีมูลค่า 2.859 ล้านล้านบาท ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.1% โดยสิ่งสำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และตรวจสอบได้
แนวคิดหนึ่งคือ การนำ Digital Blockchain มาใช้ในกระบวนการลงทุน พร้อม Dashboard แสดงผลการซื้อ-ขาย และผลตอบแทนแบบ Real time เปิดเผยกลยุทธ์การลงทุน เหตุผล และการประเมินฉากทัศน์ทางการเงินของกองทุนในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้ผู้ประกันตน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





