วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

กรมวิชาการเกษตร ดันถั่วเขียวหลังนา ปั้นสุพรรณบุรีต้นแบบลดเผา

กรมวิชาการเกษตร ลุยนำร่องสุพรรณบุรี 3 อำเภอ หนุนปลูกถั่วเขียวหลังนา แทนนาปรัง แก้ปัญหาเผาตอซัง ลดฝุ่น PM2.5 มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำและ Net Zero อย่างยั่งยืน

KEY POINTS

  • กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรสุพรรณบุรีปลูกถั่วเขียวหลังฤดูทำนา เพื่อแก้ปัญหาการเผาตอซังข้าวและลดฝุ่น PM2.5
  • ดำเนินโครงการนำร่องในพื้นที่ 3 อำเภอของสุพรรณบุรี (สามชุก, หนองหญ้าไซ, เดิมบางนางบวช) พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิต
  • การปลูกถั่วเขียวเป็นพืชใช้น้ำน้อย อายุเก็บเกี่ยวสั้น ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน และเป็นอีกแนวทางสร้างรายได้ให้เกษตรกร
  • มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้สุพรรณบุรีเป็นต้นแบบการทำเกษตรคาร์บอนต่ำและขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรยั่งยืน ส่งเสริมเกษตรกรสุพรรณบุรี ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาปรังมาปลูกถั่วเขียวหลังนา มุ่งแก้ปัญหาเผาตอซัง ลดฝุ่น PM2.5 และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

กรมวิชาการเกษตร ดันถั่วเขียวหลังนา ปั้นสุพรรณบุรีต้นแบบลดเผา กรมวิชาการเกษตร ดันถั่วเขียวหลังนา ปั้นสุพรรณบุรีต้นแบบลดเผา

  • ชูพื้นที่สุพรรณบุรี นำร่อง 3 อำเภอ แก้ปัญหาเผาตอซังข้าว 

 นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญในพื้นที่ภาคกลาง มีพื้นที่นาปรังกว่า 8 แสนไร่ (ข้อมูลจากสถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2568, สศก.) ซึ่งการเผาฟางและตอซังข้าวเพื่อเตรียมดินในฤดูถัดไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งส่งเสริมเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกร ผ่านการใช้กลไกมาตรฐาน GAP Zero Burning โดยการดำเนินงานของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทและศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ซึ่งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวหลังนาอย่างครบวงจร นำร่องในพื้นที่แปลงต้นแบบ 250 ไร่ต่อปี ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2570 ในอำเภอสามชุก หนองหญ้าไซ และเดิมบางนางบวช พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง พันธุ์ กวก. ชัยนาท 3 และ กวก. ชัยนาท 72 รวมถึงถ่ายทอดเทคนิคการเตรียมเมล็ดพันธุ์ด้วยการคลุกเชื้อไรโซเบียม เทคนิคการปลูก การบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ตลอดจนส่งทีมนักวิชาการลงพื้นที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดฤดูกาลผลิต 

 

กรมวิชาการเกษตร ดันถั่วเขียวหลังนา ปั้นสุพรรณบุรีต้นแบบลดเผา กรมวิชาการเกษตร ดันถั่วเขียวหลังนา ปั้นสุพรรณบุรีต้นแบบลดเผา

  • ทางเลือกใหม่ ใช้น้ำน้อย อายุสั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การปลูกถั่วเขียวหลังนา นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ในหลายมิติ ทั้งในมิติของการจัดการน้ำและการทำการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ถั่วเขียวเป็นพืชใช้น้ำน้อยและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 60–75 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม

นอกจากนี้ การปลูกถั่วเขียวยังเป็นการลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้นจากการเผาฟางและตอซังข้าวหลังการทำนาปรัง รวมถึงสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากการขังน้ำ ลดการเกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ และยังสามารถเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ในภาคการเกษตรได้ 

ประโยชน์ 2 ต่อ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดินพร้อมสร้างรายได้ทดแทน

ยิ่งไปกว่านั้น แบคทีเรียไรโซเบียมในปมรากถั่วเขียวยังถือได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ทำให้การไถกลบถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดเป็นกรรมวิธีทางการเกษตรที่สามารถลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการทำนาฤดูถัดไปได้อีกด้วย อีกทั้งการปลูกถั่วเขียวแทนการทำนาปรังยังเป็นการช่วยลดการสะสมของศัตรูข้าวบางชนิด และลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ หรือปัญหาภัยแล้งที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อน นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทดแทนการทำนาปรัง

กรมวิชาการเกษตร ดันถั่วเขียวหลังนา ปั้นสุพรรณบุรีต้นแบบลดเผา กรมวิชาการเกษตร ดันถั่วเขียวหลังนา ปั้นสุพรรณบุรีต้นแบบลดเผา

“กรมวิชาการเกษตรมุ่งหวังให้จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นแปลงต้นแบบการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ คืนอากาศบริสุทธิ์ ลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้นจากการเผาเศษวัสดุในภาคการเกษตร สร้างวิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงในอนาคตเกษตรกรยังมีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต เป็นแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง” นายพงศ์ไท กล่าว

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและลดฝุ่น PM2.5 ได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความมั่นคงทางรายได้ พร้อมขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำและ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต