วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘TDRI’ มองเดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอม เสี่ยง ‘Political Gridlock’ จับตา 3 ประเด็นกระทบไทย

นักวิชาการอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ประเมินผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯเดโมแครตชนะ ดันการเมืองเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Political Gridlock) แม้นโยบายการค้าอาจไม่เปลี่ยนฉับพลัน

KEY POINTS

  • ทีดีอาร์ไอวิเคราะห์ว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจนำไปสู่ภาวะการเมืองชะงักงัน (Political Gridlock) ในสหรัฐฯ ทำให้การออกกฎหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น
  • ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดอันดับหนึ่ง โดยแม้มาตรการกีดกันการค้าใหม่อาจชะลอตัว แต่กำแพงภาษีเดิมมีแนวโน้มยังคงอยู่
  • อาจส่งผลต่อการลงทุนระหว่างประเทศ (FDI) จากการทบทวนห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินและค่าเงินบาทของไทยจากความขัดแย้งด้านงบประมาณในสหรัฐฯ

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงมุมมองต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาว่าผลเลือกตั้งที่ออกมาเป็นชัยชนะของพรรคเดโมแครตทั้ง2 สภามีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง

โดยผลกระทบหลักจะไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจแบบพลิกฝ่ามือ แต่จะมาจากข้อจำกัดในการใช้อำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ในการออกกฎหมายและนโยบายการคลัง ซึ่งสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. สหรัฐฯ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะการเมืองชะงักงัน (Political Gridlock) ซึ่งแม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา แต่ประธานาธิบดียังคงมีสิทธิยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย

ขณะที่การใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภาเพื่อลบล้างการ Veto นั้นทำได้ยาก ส่งผลให้การออกกฎหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และการกำกับดูแลธุรกิจจะมีความท้าทายมากขึ้น

2. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก (ทั้งบวกและลบ) ในด้านบวก การที่รัฐบาลไม่สามารถผลักดันนโยบายใหม่ได้โดยง่าย จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีและการใช้จ่ายแบบก้าวกระโดด

ทว่าในด้านลบ ความเสี่ยงเรื่องการผ่านงบประมาณอาจนำไปสู่ภาวะ Government Shutdown ซึ่งจะกระทบต่อการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้ตลาดพันธบัตร อัตราดอกเบี้ยระยะยาว และค่าเงินดอลลาร์เกิดความผันผวน

3.นโยบายการค้าอาจไม่เปลี่ยนกระทันหัน แม้สภาเดโมแครตจะพยายามตรวจสอบหรือจำกัดมาตรการกำแพงภาษี (Tariff) แต่ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจบริหารในการดำเนินมาตรการทางการค้า จึงไม่น่าจะเห็นการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าในทันที

ขณะเดียวกันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานแรงงานอาจถูกหยิบยกขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในสภา

จับตา 3 ช่องทางกระทบเศรษฐกิจไทย

1.การส่งออก สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยมีสัดส่วน 23.3% ในช่วง ม.ค.-เม.ย. 2026 แม้การขยายมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ๆ อาจชะลอตัวลงซึ่งเป็นผลดีต่อไทย แต่ผู้ส่งออกยังไม่ควรคาดหวังว่ากำแพงภาษีเดิมจะถูกปรับลดลง

2.การลงทุนระหว่างประเทศ (FDI) ความไม่แน่นอนของนโยบายอุตสาหกรรมสหรัฐฯ อาจทำให้บริษัทข้ามชาติต้องทบทวนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจะสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรของไทยได้

และ 3.ตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนความขัดแย้งด้านงบประมาณของสหรัฐฯ จะทำให้เกิดความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุน ต้นทุนทางการเงิน และค่าเงินบาท

อย่างไรก็ดีทิศทางของค่าเงินยังต้องติดตามนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และปัจจัยแวดล้อมอื่นประกอบด้วย