วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

วิกฤตงานวิจัยเกษตรไทย ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหายจากภาคเกษตร

ท่ามกลางตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรที่ขยายตัวสูงขึ้น และคำถามคาใจเรื่องวิกฤต “กะเพรา” ที่สะท้อนการพึ่งพิงทุนเอกชน ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ใหญ่เมื่อ “คนรุ่นใหม่” ค่อยๆ เลือนหายจากภาคเกษตร พร้อมๆ กับงบวิจัยและพัฒนาที่ดิ่งลงเหว สัญญาณเตือนนี้บอกอะไรเรา และทางรอดของเกษตรไทยอยู่ตรงไหน?

KEY POINTS

  • แม้จีดีพีภาคเกษตรจะเติบโต แต่จำนวนครัวเรือนเกษตรกรกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีสาเหตุหลักจากวิกฤตการขาดแคลนงานวิจัยและนวัตกรรม
  • การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ภาคเกษตรของรัฐลดลงเหลือเพียง 0.2-0.25% ของจีดีพีภาคเกษตร ส่งผลให้ผลิตภาพการผลิตโดยรวม (TFP) ของไทยเติบโตช้าลงอย่างน่ากังวล
  • การขาดนวัตกรรมทำให้เกษตรกรไทยเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและแข่งขันได้ยากในตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันหลังให้กับภาคเกษตร
  • ข้อเสนอทางออกคือการปฏิรูประบบนวัตกรรม 3 มิติ ได้แก่ การยกระดับสถาบันวิจัย, การเชื่อมโยงเอกชนเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่า, และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

หากพูดถึงประเทศไทย คนส่วนใหญ่ยังคงปักใจเชื่อว่าเราคือ “ประเทศเกษตรกรรม” ที่ประชากรส่วนใหญ่พึ่งพิงอาชีพนี้ แต่ถ้าลองเจาะลึกไปที่ตัวเลขรายได้ภาพรวม หรือ “จีดีพีภาคเกษตร” จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะพบภาพที่น่าสนใจ

วิกฤตงานวิจัยเกษตรไทย ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหายจากภาคเกษตร

จีดีพีภาคเกษตรขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยย้อนไปเมื่อปี 2564 มีมูลค่า 1.51 แสนล้านบาท (ขยายตัว 1.5-2%) กระทั่งล่าสุดในปี 2568 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7.3 แสนล้านบาท (ขยายตัว 3.3%) และคาดการณ์ว่าปี 2569 จะโตต่อเนื่องอีก 2.0-3.0% ซึ่งเผินๆ เหมือนจะสะท้อนว่ารายได้ของภาคเกษตรไทยกำลังไปได้สวย

ทว่า ในทางกลับกัน จำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ สศก. กลับปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 8.13 ล้านครัวเรือนในปี 2565 เหลือเพียง 7.68 ล้านครัวเรือนในปี 2568 คำถามคือ หากรายได้ดี เหตุใดเกษตรกรจึงเข้าสู่ระบบลดลง? แม้เรามักโทษว่าเป็นเพราะสังคมสูงวัย หรือเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทน แต่ลึกลงไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตการขาดแคลนงานวิจัยและนวัตกรรม” อย่างรุนแรง 

  • จาก Resource-led สู่ Productivity-led เมื่อผลิตภาพไทยแผ่วลง

ในการสัมมนาคู่ขนานการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ประเด็นวิกฤตภาคเกษตรถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง 

ข้อมูลชี้ว่า ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเกษตรโลกได้เปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่อาศัยทรัพยากรเป็นหลัก (Resource-led Growth) สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity-led Growth) โดยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศที่ต้องการยกระดับภาคเกษตรจำเป็นต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพมวลรวม หรือ Total Factor Productivity (TFP)

แต่ภาพสะท้อนของไทยกลับน่ากังวล เพราะอัตราการเติบโตของ TFP ภาคเกษตรไทยในช่วง 2 ทศวรรษล่าสุด ลดลงเหลือเพียง 0.5–0.6% ต่อปี จากที่เคยขยายตัวได้สูงถึง 2.7% ต่อปี ในช่วงปี 2534–2544 นี่คือสัญญาณเตือนว่าประสิทธิภาพการผลิตของไทยกำลังชนเพดาน และหากไร้นวัตกรรม เกษตรกรจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยสู้คู่แข่งในตลาดโลกไม่ได้ 

  • เมื่อเงินทุนวิจัย “ดิ่งลง” สวนทางกับความท้าทายระดับโลก

ปัญหาสำคัญไม่ได้เกิดจากเกษตรกร “ทำงานหนักไม่พอ” แต่คำถามคือ ประเทศไทยมีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และพันธุ์พืชที่เหมาะสมเพียงพอแล้วหรือยัง?

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง งบประมาณวิจัยทางการเกษตรของภาครัฐซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 0.9% ของจีดีพีภาคเกษตร กลับดิ่งลงเหลือเพียง 0.2–0.25% ในช่วงปี 2566–2568

ทั้งๆ ที่ประเทศไทยต้องรับมือกับสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง โรคระบาดพืช และการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “การลงทุนวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรให้ผลตอบแทนสูงถึงกว่า 40% ต่อปี” จึงเป็นการลงทุนที่ประเทศชาติมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด

วิกฤตงานวิจัยเกษตรไทย ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหายจากภาคเกษตร

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งแต่ละงานวิจัยต้องใช้เวลา 3–5 ปี และต้องทดลองปลูกหลายรอบกว่าจะสำเร็จ ผลลัพธ์คือพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตดีขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และสร้างทางเลือกให้เกษตรกรแข่งขันได้ ซึ่งรวมถึงการมองประเด็นการเข้าร่วม UPOV (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) ให้รอบด้าน ชั่งน้ำหนักระหว่างข้อกังวลจุดเล็กๆ กับภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู ที่อาจสะดุดลงหากไม่มองภาพรวมให้รอบคอบ 

  • ทางออก 3 มิติปฏิรูประบบนวัตกรรมเกษตรและอาหาร

เพื่อปลดล็อกวิกฤตและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เห็นอนาคตในภาคเกษตร ข้อเสนอสำคัญคือการปฏิรูประบบนวัตกรรมผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่

ยกระดับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพิ่มความคล่องตัวและความเป็นอิสระให้หน่วยงานวิจัยภาครัฐ จัดสรรแหล่งทุนที่มั่นคงและหลากหลาย พร้อมสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยออกไปทำวิจัยร่วมกับเกษตรกรในแปลงจริง

เชื่อมภาคเอกชนสู่ห่วงโซ่คุณค่า (Farm to Fork) สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนด้าน R&D พร้อมพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก เช่น อาหารสุขภาพ สินค้าเกษตรปลอดภัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และโปรตีนจากพืช

ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Big Data พัฒนาระบบแบ่งปันข้อมูลเพื่อลดต้นทุนด้านสารสนเทศ ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและเหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

วิกฤตงานวิจัยเกษตรไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นรอยร้าวเชิงโครงสร้างที่ทำให้ภาคเกษตรไร้ภูมิคุ้มกัน จนคนรุ่นใหม่เลือกที่จะเดินจากไป การเติมลมหายใจให้ภาคเกษตรผ่านการลงทุนด้าน R&D อย่างจริงจัง จึงไม่ใช่แค่ทางรอดของเกษตรกร แต่คือการกู้ชีพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก