สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA เปิดเผยว่า ในปี 2025 ความต้องการไฟฟ้าโลกเพิ่มขึ้น 3% หรือราว 800 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) สูงกว่าอัตราเติบโตของความต้องการพลังงานรวมกว่าสองเท่า และคาดว่าอัตราการเติบโตนี้จะเพิ่มเป็น 3.6% ในปี 2026 และ 3.8% ในปี 2027
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA เปิดเผยว่า ในปี 2025 ความต้องการไฟฟ้าโลกเพิ่มขึ้น 3% หรือราว 800 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) สูงกว่าอัตราเติบโตของความต้องการพลังงานรวมกว่าสองเท่า และคาดว่าอัตราการเติบโตนี้จะเพิ่มเป็น 3.6% ในปี 2026 และ 3.8% ในปี 2027 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคอุตสาหกรรม การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ปั๊มความร้อน รถยนต์ไฟฟ้า และการขยายศูนย์ข้อมูล (data center) เพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลและเอไอ
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่หลายประเทศหันมาจับตามองพลังงานนิวเคลียร์ แม้โศกนาฏกรรมอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะยังอยู่ในความทรงจำ แต่บทเรียนจากอดีตก็ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจคือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors) หรือ SMRs
ตามนิยามของ IAEA เครื่องปฏิกรณ์กลุ่มนี้มีกำลังผลิตไฟฟ้าได้ถึง 300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย จุดเด่นคือการออกแบบเป็นโมดูล สามารถผลิตและประกอบระบบหรือชิ้นส่วนในโรงงาน ก่อนขนไปติดตั้งที่พื้นที่โครงการ เอื้อต่อการควบคุมคุณภาพ การวางแผนก่อสร้าง และการเพิ่มกำลังผลิตอย่างเป็นมาตรฐาน
น้ำไม่ไหล แผ่นดินไหว ไฟฟ้าดับ ระบบรวน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความปลอดภัยยังคงต้องมาอันดับหนึ่ง และนั่นคือไอเดียของระบบที่ใช้ธรรมชาติเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัย หรือ passive safety ซึ่ง SMRs หลายแบบนำมาใช้
ระบบเหล่านี้อาศัยแรงโน้มถ่วง การพาความร้อน และการไหลเวียนตามธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าภายนอกและการสั่งการของคน ทำให้ทำหน้าที่ด้านความปลอดภัยบางส่วนได้แม้ไฟฟ้าดับ ภายในเงื่อนไขและระยะเวลาที่ออกแบบรองรับไว้
อย่างน้อย แรงโน้มถ่วงก็ไม่ต้องรอเปลี่ยนเวร และไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
อีกแนวคิดคือ defence in depth หรือการป้องกันหลายชั้น ตั้งแต่ป้องกันความผิดปกติ ตรวจจับและหยุดเหตุ ควบคุมอุบัติเหตุ ไปจนถึงลดผลกระทบหากเหตุรุนแรงขึ้น พร้อมระบบสำรองที่เป็นอิสระและหลากหลาย เพื่อลดโอกาสที่เหตุการณ์เดียวจะทำให้หลายระบบขัดข้องพร้อมกัน
สถานที่ตั้งก็สำคัญ พื้นที่สร้าง SMRs ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว และภัยภายนอกอื่นๆ มีมาตรการรองรับตามเกณฑ์ความปลอดภัย มีระบบระบายความร้อนที่เพียงพอตามแบบของเครื่องปฏิกรณ์ และมีแผนคุ้มครองประชาชนในกรณีฉุกเฉิน
หากออกแบบ ก่อสร้าง และกำกับดูแลอย่างรัดกุม เทคโนโลยีนี้ก็น่าจับตามองในช่วงที่โลกต้องการลดคาร์บอน แต่ยังอยากเปิดไฟให้สว่างกว่าเดิม เพราะมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ ใช้พื้นที่โรงไฟฟ้าค่อนข้างน้อย และจ่ายพลังงานได้ต่อเนื่อง
แล้วมี SMRs ผลิตพลังงานในเชิงพาณิชย์แล้วหรือยัง?
คำตอบคือมีแล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำ Akademik Lomonosov ของรัสเซีย ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2020 และโรงไฟฟ้าเครื่องปฏิกรณ์ระบายความร้อนด้วยก๊าซอุณหภูมิสูงแบบโมดูลาร์ HTR-PM ของจีน ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนธ.ค. 2023
ส่วนโครงการที่เริ่มก่อสร้างแล้วก็มีทั้งดาร์ลิงตันของแคนาดา และ Hermes 2 ของสหรัฐ โดยโครงการหลังพัฒนาโดย Kairos Power และมีแรงหนุนจากผู้ใช้ไฟเจ้าใหญ่อย่าง Google อีกด้วย
ชัดเจนว่า SMRs กำลังได้รับแรงหนุนทั้งจากรัฐบาล ผู้ใช้ไฟ และภาคอุตสาหกรรม ทว่าโลกยังต้องพิสูจน์ว่า จะสร้างเครื่องปฏิกรณ์เหล่านี้ซ้ำได้เร็วเพียงใด ควบคุมต้นทุนได้หรือไม่ และดูแลตลอดอายุโครงการอย่างไร
สำหรับประเทศไทย โจทย์จึงอยู่ที่ว่า SMRs จำเป็นต่อการแข่งขันของประเทศไหม เราพร้อมรับเทคโนโลยีนี้เพียงใด และหากสร้างขึ้นจริง จะช่วยตอบโจทย์เราได้มากแค่ไหน ในยุคที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยังต้องการพลังงาน ขณะที่แรงกดดันให้ลดการปล่อยคาร์บอนจากประชาคมโลกก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ...........เรื่องนี้คงต้องดูต่อไป





