วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

สศอ. เผย MPI ก.ย. 69 โต 2.05% อานิสงส์ AI-Data Center ดันส่งออกพุ่ง 27 เดือนติด

"สศอ." ชี้ดัชนี MPI เดือนก.ย. 2569 โต 2.05% อานิสงส์ "AI-Data Center" ดันส่งออกพุ่ง 27 เดือนติด เผยพิษ "หนี้ครัวเรือน-ภูมิรัฐศาสตร์" ฉุดยานยนต์-ปิโตรเคมี ยืนเป้าทั้งปี 2569 ขยายตัว 2.75–3.75%

KEY POINTS

  • สศอ. เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2569 ขยายตัว 2.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 60.58%
  • ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของความต้องการสินค้าในกลุ่ม AI และ Data Center ในตลาดโลก ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อการผลิตและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
  • อุตสาหกรรมที่เติบโตเด่นและได้รับอานิสงส์โดยตรง ได้แก่ ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (+27.28%), อุปกรณ์สื่อสาร (รองรับ Data Center) และคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (+8.38%)
  • ภาคการส่งออกเดือน ก.ย. 69 ขยายตัว 24% (YoY) คิดเป็นมูลค่า 38,436 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ติดต่อกัน
  • สินค้าส่งออกที่ขับเคลื่อนการเติบโตหลักคือกลุ่มคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ AI และ Data Center

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนก.ย. 2569 อยู่ที่ระดับ 101.37 ขยายตัว 2.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และขยายตัว 0.99% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) อยู่ที่ 60.58% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนส.ค. 2569 ยืนยันตัวเลขอยู่ที่ 59.83%

สำหรับปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากความต้องการสินค้าในกลุ่ม AI และ Data Center ในตลาดโลกที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีโดยตรงต่อการผลิตและการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ผนวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือกำลังซื้อภายในประเทศของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย รวมถึงการปรับลดราคาค่าไฟฟ้าจาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิดกลุ่มอุตสาหกรรมเด่น-ดับ ประจำเดือน ก.ย. 69

นายศุภกิจ กล่าวว่า อุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวกต่อดัชนี MPI ในเดือนก.ย. 2569 ได้แก่

1. ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวสูงถึง 27.28% โดยเฉพาะแผ่นวงจรประกอบ (PBA) ตามการเติบโตของตลาดโลก

2. อุปกรณ์สื่อสาร ได้รับแรงหนุนจากอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) ตามการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับ Data Center ทั่วโลก

3. คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัว 8.38% โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard Disk Drive) ที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และ Data Center

4. เครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนดัชนีภาพรวม

ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมที่หดตัวและส่งผลลบต่อดัชนี MPI ได้แก่ 1. ปิโตรเลียม หดตัว 5.93% โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นของผู้ประกอบการบางราย

2. พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัว 13.22% จากการหยุดประกอบการชั่วคราวและการแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้า โดยเฉพาะกลุ่มโพลีเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพีลีน (PP)

3. ยานยนต์ ปรับตัวลดลง 6.22% อันเป็นผลจากกำลังซื้อชะลอตัว ภาระหนี้ครัวเรือน และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ โดยกระทบทั้งกลุ่มยานยนต์ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ รถยนต์ไฮบริด และรถบรรทุกปิกอัพ ตลอดจนอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปกป้องทางการค้า

ส่องภาพรวมไตรมาส 3 "อิเล็กทรอนิกส์-น้ำตาล" พุ่ง

เมื่อพิจารณาในรายไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 นายศุภกิจ เผยว่า อุตสาหกรรมที่ยังคงเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 20.7% (YoY) อุตสาหกรรมน้ำตาล ขยายตัวสูงถึง 32.42% (YoY) เนื่องจากปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบมากกว่าปีก่อนหน้า, อุปกรณ์สื่อสาร ขยายตัว 48.82% (YoY) ตามการขยายตัวของ AI และ Data Center ตลอดจนกลุ่มปิโตรเลียมและอุปกรณ์ไฟฟ้า

ส่วนอุตสาหกรรมที่ส่งผลลบในไตรมาส 3/2569 ได้แก่ พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้นหดตัว 15.06% (YoY), น้ำมันปาล์มหดตัว 10.52% (YoY) เนื่องจากผลปาล์มเข้าสู่โรงงานลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย, เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐานหดตัว 7.24% (YoY) จากคำสั่งซื้อชะลอตัวและการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ปุ๋ยเคมี และสารประกอบไนโตรเจน

ส่งออกโตต่อเนื่อง 27 เดือน นำเข้าสินค้าทุนพุ่ง 92.3%

ด้านภาพรวมการค้าระหว่างประเทศ นายศุภกิจ กล่าวว่า ภาคการส่งออกในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 38,436 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24% (YoY) ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ติดต่อกัน โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ไม่รวมทองคำ อาวุธ และอากาศยานรบมีมูลค่า 31,372 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 32.1% สินค้าขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 5,953 ล้านดอลลาร์, เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ 2,707 ล้านดอลลาร์, แถบแม่เหล็กสำหรับบันทึกเสียงและภาพ, เครื่องประดับแท้, ยางรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ทองแดง 

ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในไตรมาสที่ 3/2569 มีมูลค่ารวม 117,847 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 23.3% เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 12 โดยสินค้าอุตสาหกรรม ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 85,844 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 27.9%

ด้านการนำเข้าเดือนก.ย. 2569 มีมูลค่ารวม 42,431 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 48.5% (YoY) จุดที่น่าจับตาคือ การนำเข้าสินค้าทุนที่มีมูลค่า 14,834 ล้านดอลลาร์ พุ่งทะยาน 92.3% (YoY) ประกอบด้วย เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 5,461 ล้านดอลลาร์, เครื่องคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน 4,370 ล้านดอลลาร์, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 2,328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเครื่องบิน เครื่องร่อน และอุปกรณ์ส่วนประกอบเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ารวม 10,013 ล้านดอลลาร์ 

นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รวมทองคำมีมูลค่า 16,605 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 36.1% (YoY) สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของภาคการผลิตในระยะข้างหน้า

สำหรับภาพรวมไตรมาส 3/2569 การนำเข้าไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 115,085 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 37.14% (YoY) โดยเป็นการนำเข้าสินค้าทุน 37,068 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 54.46% (YoY) และสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปไม่รวมทองคำ 47,187 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 36.1% (YoY)

เตือนภัยอุตสาหกรรม ต.ค. เฝ้าระวังปัจจัยนอก

นายศุภกิจ กล่าวต่อไปถึงระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย (Industrial Economic Early Warning System) ประจำเดือนต.ค. 2569 ว่า ภาพรวมยังอยู่ในระดับ "ปกติเบื้องต้น" โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 0.17 ต่อเนื่องจากเดือนกันยายน โดยมีปัจจัยบวกจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวดี การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

อย่างไรก็ดี ปัจจัยต่างประเทศยังส่งสัญญาณเตือนให้ต้อง "เฝ้าระวัง" อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังถูกกดดันจากอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายนที่เพิ่มขึ้น 2.82% (YoY) ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าราคาถูกนำเข้า และปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่กระทบต่อการปล่อยสินเชื่อยานยนต์และที่อยู่อาศัย

"อาหารสัตว์เลี้ยงไทย" ผงาดเบอร์ 2 โลก

ในโอกาสนี้ สศอ. ได้ยกกรณีศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทย ซึ่งเติบโตสวนกระแสความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลกตั้งแต่ปี 2567 ด้วยมูลค่าการส่งออก 2,099 ล้านดอลลาร์ ครองส่วนแบ่งตลาดโลกที่ 10.3% เป็นรองเพียงเยอรมนี (12.3%) โดยมีตลาดส่งออกหลัก 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อิตาลี ออสเตรเลีย และมาเลเซีย

ปัจจุบัน โครงสร้างการผลิต 80% ยังคงเป็นการรับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่แบรนด์ชั้นนำในต่างประเทศ แต่พบว่ามีแบรนด์สินค้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 317 แบรนด์ในปี 2567 สู่มากกว่า 400 แบรนด์ในปี 2569 เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ (สินค้าเกษตรและประมง), กลางน้ำ (โรงงานแปรรูปและบรรจุภัณฑ์) จนถึงปลายน้ำ (การสร้างแบรนด์และโลจิสติกส์) โดยในดัชนี MPI อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักร้อยละ 1.8 ซึ่งเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัว 12.07% และภาพรวมปี 2569 ขยายตัวถึง 10.48%

คงเป้าทั้งปี 69 MPI โต 2.75–3.75% 

สำหรับปัจจัยความสำเร็จมาจากความพร้อมของวัตถุดิบและผลพลอยได้ทางการเกษตร มาตรฐานการผลิตที่สากลยอมรับ สิทธิประโยชน์ทางการค้าผ่าน FTA ร่วมกับ 23 ประเทศ กระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถาบันการศึกษาและแบรนด์ระดับโลก รวมถึงการลงทุนนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

"สศอ. ยังคงประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประจำปี 2569 ตามกรอบเดิม โดยคาดการณ์ว่า ดัชนี MPI ทั้งปี 2569 จะขยายตัว 2.75-3.75% และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภาคอุตสาหกรรม จะขยายตัว 0.8-1.8% แม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและแรงกดดันด้านหนี้สินในประเทศก็ตาม"