ราคายางพาราปี 69 ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี ยางแผ่นรมควันชั้น 3 พุ่งแตะ 97.90 บาท/กก. “สุริยะ” สั่ง กยท. บริหารอุปทาน ยกระดับคุณภาพ พร้อมเดินหน้ารักษาเสถียรภาพราคา เพื่อสร้างรายได้มั่นคง ยั่งยืนให้เกษตรกร
KEY POINTS
- ราคายางพาราทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 พุ่งแตะ 97.90 บาทต่อกิโลกรัม
- นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) บริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
- กยท. จะดำเนินมาตรการควบคุมปริมาณผลผลิต ป้องกันยางนอกระบบ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกร
- คาดการณ์ว่าราคายางจะยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องในไตรมาส 4 จากอุปทานโลกที่ตึงตัวและมาตรการของภาครัฐ
ราคายางพาราในตลาดภายในประเทศประจำปี 2569 ปรับตัวสูงขึ้นที่สุดในรอบทศวรรษ โดยตัวเลขราคารับซื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกผลิตภัณฑ์ นำโดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ทำสถิติสูงสุดถึงกิโลกรัมละ 97.90 บาท ยางแผ่นดิบแตะ 93.50 บาท ราคาน้ำยางสดพุ่งทะลุ 89.95 บาท และยางก้อนถ้วย 100% ปรับขึ้นไปถึง 82.17 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนถึงความสำเร็จและเป็นอานิสงส์สำคัญจากมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยเฉพาะยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ จึงมอบนโยบายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการปริมาณผลผลิต การรักษาสมดุลตลาด การสร้างความโปร่งใสในการซื้อขาย ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้จำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม และลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก
ส่งผลให้ราคายางพาราในตลาดภายในประเทศปี 2569 ปรับตัวสูงที่สุดในรอบ 10 ปี (นับตั้งแต่ปี 2558 ถึง 27 ตุลาคม 2569) โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปรับตัวสูงสุดที่ 97.90 บาท/กิโลกรัม, ราคายางแผ่นดิบสูงสุดที่ 93.50 บาท/กิโลกรัม, ราคาน้ำยางสดสูงสุดที่ 89.95 บาท/กิโลกรัม และราคายางก้อนถ้วย 100% สูงสุดที่ 82.17 บาท/กิโลกรัม (ข้อมูลจากฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย) อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ กยท. เฝ้าติดตามแนวโน้มราคายางในระยะต่อไป รวมถึงปัจจัยความต้องการใช้ยางในตลาดโลก ปริมาณผลผลิต สภาพอากาศ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ตลาดยางระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
นายสุริยะ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับการบริหารจัดการผลผลิต โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยป้องกันยางนอกระบบเข้ามาเพิ่มปริมาณอุปทาน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรไทย โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบชนิด ปริมาณ และเส้นทางการขนส่งยาง พร้อมมอบหมายให้ กยท. เตรียมพัฒนาโครงการ Smart CESS ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อนำเทคโนโลยี GPS มาเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามการเคลื่อนย้ายยาง และตรวจสอบข้อมูลค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ปฏิบัติการพระพิรุณ (ศพร.) ดำเนินมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ขณะเดียวกัน กรมวิชาการเกษตรได้เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแส พร้อมให้หน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้รวบรวมยาง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังอย่างจริงจัง
“แม้ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม มีรายได้มั่นคง และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน จึงมอบหมายให้ กยท. ติดตามสถานการณ์ราคาควบคู่กับการบริหารจัดการยางพาราเชิงรุกทั้งระบบ โดยการรักษาเสถียรภาพราคายางต้องทำทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และตลาดไปพร้อมกัน เราต้องป้องกันไม่ให้ยางนอกระบบเข้ามาบิดเบือนกลไกการแข่งขัน ขณะเดียวกันต้องยกระดับยางไทยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพราะการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาวต้องเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” นายสุริยะ กล่าว
ด้าน นายศันสนะ สุริยะโยธิน รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คาดการณ์แนวโน้มราคายางพาราในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง และอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นบางช่วง จากปัจจัยพื้นฐานของตลาดโลกที่อุปทานตึงตัว ผนวกกับการดำเนินมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ และ กยท. ทั้งการบริหารจัดการปริมาณยางและกลไกตลาด การป้องกันยางนอกระบบ การควบคุมคุณภาพยาง และการบริหารสต็อกยางของรัฐ อย่างไรก็ตาม กยท. ยังคงติดตามความต้องการใช้ยางและปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดอย่างใกล้ชิด โดยเปรียบเทียบราคายางไทยกับราคาตลาดโลกเป็นรายเดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ การดำเนินงานที่ผ่านมาของ กยท. มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพยางพาราไทย สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สารจับตัวยางที่ได้มาตรฐาน ป้องกันการใช้สารเคมีผิดประเภทและสิ่งปลอมปนที่อาจกระทบต่อคุณภาพผลผลิตและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ยางพาราไทยในฐานะวัตถุดิบคุณภาพของอุตสาหกรรมโลก ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ภายใต้นโยบาย ‘เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย’ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคยางพาราไทยอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวสวนยางอย่างแท้จริง
“กยท. เร่งนำนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการบริหารปริมาณยาง และการพัฒนาระบบตลาดให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดยางไทย ลดปัจจัยที่อาจกดดันราคา และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากภาวะตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น” นายศันสนะ กล่าว
แม้การทุบสถิติราคายางพาราที่พุ่งสูงแตะกิโลกรัมละ 97.90 บาท จะสร้างรอยยิ้มและผลตอบแทนมหาศาลให้แก่เกษตรกรในระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทยคือ “เสถียรภาพและความยั่งยืนในระยะยาว” การขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทั้งการคุมคุณภาพมาตรฐาน การสร้างกลไกตลาดที่โปร่งใส และการป้องกันยางนอกระบบบิดเบือนกลไกการแข่งขัน ย่อมเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดความผันผวนจากตลาดโลก ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาระดับราคายางให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม แต่ยังเป็นกุญแจดอกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวสวนยางไทยให้มีความมั่นคง คุ้มค่า และยั่งยืนอย่างแท้จริง





