ตลาดป่วน! "โซลาร์ภาคประชาชน" รื้อเกณฑ์ใหญ่ บีบผู้รับเหมาขึ้นทะเบียน กฟน.-กฟภ. เตือนวิกฤต "ช่างท้องถิ่นแห่ทิ้งงาน" ทุนต่ำกว่า 5 แสนหมดสิทธิ์รับงานตรง - กระทบกระแสเงินสดสำรองจ่าย
KEY POINTS
- เกณฑ์ใหม่ที่กำหนดให้ผู้ติดตั้งต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 500,000 บาท เพื่อขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าฯ เป็นการตัดโอกาสผู้รับเหมาขนาดเล็กและช่างท้องถิ่นไม่ให้สามารถรับงานในโครงการได้โดยตรง
- ผู้รับเหมารายย่อยจำนวนมากถูกบีบให้ต้องทิ้งงานที่ตกลงไว้กับลูกค้าเดิม เนื่องจากไม่สามารถขึ้นทะเบียนและขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนให้ลูกค้าได้ตามที่เคยรับปาก
- กลไกการเบิกจ่ายเงินสนับสนุนที่ให้ประชาชนสำรองจ่ายก่อน ทำให้ผู้รับเหมาเผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรง (Cash Flow) เพราะลูกค้าชะลอการจ่ายเงิน ซึ่งเป็นอีกสาเหตุของการทิ้งงาน
- ข้อกำหนดที่บังคับให้ใบกำกับภาษีต้องลงวันที่ 27 ต.ค. 69 เป็นต้นไป สร้างความขัดแย้งและทำให้งานที่ทำสัญญาก่อนหน้าไม่สามารถเข้าร่วมโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนได้
รายงานข่าวระบุว่า จากกรณีที่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นวันแรกของการเปิดรับลงทะเบียนโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" รูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการพลังงานสะอาดทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ได้สร้างแรงกระแทกครั้งใหญ่ และส่งผลให้ตลาดติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนเกิดภาวะปั่นป่วนทันที
แหล่งข่าวจากวงการผู้ประกอบการและผู้รับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เงื่อนไขใหม่ของภาครัฐกำลังกลายเป็นคอขวดสำคัญที่ทำให้ตลาดเกิดความระส่ำระสาย โดยประเด็นที่สร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดคือการกำหนดให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องดำเนินการผ่านผู้ประกอบการที่ผ่านการขึ้นทะเบียน Vendor กับการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เท่านั้น
แบ่ง 4 กลุ่มทุนจดทะเบียน บีบรายย่อยพ้นวงโคจร
หลักเกณฑ์ใหม่ได้แบ่งกลุ่มผู้ค้า (Vendor) ออกเป็น 4 ระดับตามทุนจดทะเบียน ได้แก่
- กลุ่ม S: ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
- กลุ่ม M: ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท
- กลุ่ม L: ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 3,000,000 บาท
- กลุ่ม XL: ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5,000,000 บาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า เงื่อนไขทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 500,000 บาท กำลังตัดโอกาสผู้รับเหมาขนาดเล็ก ช่างท้องถิ่น หรือฟรีแลนซ์จำนวนมากที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนตรงได้ ทำให้ไม่สามารถรับงานตรงในโครงการนี้ได้อีกต่อไป ส่งผลให้หลายรายต้องเร่งปรับโครงสร้างบริษัท หรือยอมถอยไปเป็นเพียง "ผู้รับเหมาช่วง" (Sub-contractor) ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะถูกกดราคางานแล้ว ยังนำไปสู่ปรากฏการณ์ผู้ติดตั้งแห่ทิ้งงาน ทั้งในส่วนของสัญญาลูกค้าเดิมที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ และงานที่ไม่เข้าเกณฑ์ของรัฐ เนื่องจากช่างไม่สามารถส่งมอบงานเพื่อขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนให้ลูกค้าได้ตามที่เคยรับปากไว้
ล็อกขนาด 5-10 kWp บังคับใบกำกับภาษีเริ่ม 27 ต.ค.
นอกจากนี้ ข้อกำหนดด้านเทคนิค นับเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญ โดยรัฐกำหนดให้ระบบที่จะขอรับเงินสนับสนุนต้องมีขนาด 5 kWp ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 kWp ซึ่งเปลี่ยนไปจากตลาดเสรีเดิมที่ครัวเรือนเคยเลือกติดตั้งขนาดเล็ก (เช่น 3 kWp) ได้ตามกำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ด้านเอกสารทางภาษีระบุชัดว่า ใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้ง ต้องระบุวันที่ตั้งแต่วันเปิดลงทะเบียน คือวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเท่านั้น ส่งผลให้งานติดตั้งที่เซ็นสัญญาหรือออกใบกำกับภาษีก่อนหน้านี้ไม่สามารถนำมารับสิทธิ์ได้ สร้างความขัดแย้งระหว่างผู้รับเหมากับเจ้าของบ้านที่ต้องการสิทธิ์เงินสนับสนุน 50,000 บาทจากรัฐ
ปัญหากระแสเงินสด ทำผู้รับเหมาแบกต้นทุน
อีกหนึ่งประเด็นวิกฤตคือ ระบบการเบิกจ่ายเงินสนับสนุน 50,000 บาท ที่กำหนดให้ประชาชนต้องสำรองจ่ายเงินเต็มจำนวน หรือกู้ยืมจากสถาบันการเงินก่อน แล้วจึงยื่นเรื่องเบิกเงินคืนผ่านระบบของรัฐในภายหลัง
"กลไกนี้ทำให้ผู้รับเหมาต้องเผชิญภาวะตึงตัวด้านกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างรุนแรง เนื่องจากลูกค้ามักจะขอชะลอการจ่ายเงินงวดสุดท้าย หรือกดดันให้ผู้รับเหมาช่วยแบกรับภาระส่วนต่างไว้ก่อนจนกว่ารัฐจะอนุมัติเงินคืน หากผู้รับเหมาหมุนเงินไม่ทันก็เสี่ยงต่อการหยุดชะงักของงาน และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการทิ้งงานกลางทางเพิ่มขึ้น โดยเงื่อนไขอาจเอื้อเฉพาะบางกลุ่มมากกว่า" แหล่งข่าว กล่าว
เงินอุดหนุนบิดเบือนตลาด-ทุนจีนรับอานิสงส์เต็ม
แหล่งข่าว กล่าวว่า การนำเงินภาษีของรัฐบาลไปสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอัตรา 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน รวม 50,000 ล้านบาท 1 ล้านหลังคา ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมและบิดเบือนกลไกตลาด เนื่องจากเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ สุดท้ายจะไหลออกนอกประเทศไปสู่ผู้ผลิตอุปกรณ์และแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีและสินค้าจากประเทศจีน ขณะที่ประชาชนและรัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณและภาระหนี้สินในระยะยาว
"การเอาเงินภาษีไปลง 50,000 บาทต่อหลัง เพื่อให้คนติดตั้งได้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เมื่อรัฐบาลใส่เงินลงไป ย่อมต้องเข้ามาควบคุมกำกับดูแลเพราะกลัวเงินจมหรือสูญเสีย ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขที่กีดกันผู้ประกอบการบางกลุ่ม และทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ"
แฉโมเดล "สวมสิทธิ์-เช่าหลังคา"
นอกจากนี้ การมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลยังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Attractive) ให้เกิดกลุ่มฉวยโอกาสและพ่อค้าคนกลางเข้ามาแสวงหาประโยชน์ โดยเทียบเคียงกับบทเรียนในอดีตสมัยที่รัฐบาลเคยให้ราคารับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff) สูงถึง 6 บาทต่อหน่วย ซึ่งทำให้เกิดพฤติกรรมกว้านเช่าหลังคาบ้านเพื่อสวมสิทธิ์ขายไฟฟ้าให้รัฐ
สำหรับโครงการอุดหนุน 50,000 บาทนี้ มีการประเมินว่าครัวเรือนที่มีความพร้อมจริงๆ ได้ติดตั้งไปหมดแล้ว ส่วนครัวเรือนทั่วไปที่ยังไม่ได้ติดตั้งหรือไม่ได้สนใจ จะกลายเป็นช่องทางให้ "พ่อค้าคนกลาง" เข้ามาเสนอเงื่อนไขจ่ายเงินก้อนเล็กน้อยเพื่อขอสวมสิทธิ์ในนามเจ้าของบ้าน แล้วกว้านเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปสร้างกำไร
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความเสี่ยงเรื่องบริษัทเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกว้านขายอุปกรณ์และติดตั้งเพื่อรับเงินอุดหนุน เมื่อรับเงินเสร็จสิ้นก็ปิดบริษัทหนี โดยไม่มีบริการหลังการขายหรือการดูแลรักษาระบบในระยะยาว ทิ้งภาระไว้ให้ประชาชนและรัฐบาลชุดต่อไปต้องตามแก้ไข
สเปกป่วนรายเล็ก-รายใหญ่ คลื่นแทรกซ้อนประมูล
แหล่งข่าวกล่าวเสริมถึงบทเรียนการกำหนดมาตรฐานและสเปกในอดีตว่า การดำเนินโครงการที่มีงบประมาณรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง มักประสบปัญหาการหาจุดสมดุลไม่ได้ หากรัฐบาลกำหนดสเปกและคุณสมบัติไว้สูง เพื่อให้ได้โครงการที่มีคุณภาพ กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กก็จะออกมาร้องเรียนว่าถูกกีดกัน แต่หากลดสเปกลงมาเพื่อให้รายเล็กเข้าแข่งขันได้ ก็จะเกิดปัญหาการตัดราคาต่ำจนไม่สามารถดำเนินโครงการได้จริง
นอกจากนี้ การประมูลงานในลักษณะนี้ยังเปิดช่องให้เกิดการวิ่งเต้นและกีดกันคู่แข่ง จนทำให้โครงสร้างราคาและการแข่งขันในอุตสาหกรรมเสียหาย
เสนอทางออก "โซลาร์เสรี" อำนวยความสะดวกเชื่อมสายส่ง
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณอุดหนุนแม้แต่บาทเดียว แต่ควรกำหนดนโยบายเป็นการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรี เหมือนแนวทางในอดีต
สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้องทำมีเพียง 2 ประการหลัก คือ
1. ขยายโควต้าการติดตั้งและอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบสายส่ง (Grid Connection) ให้มีความรวดเร็วและเป็นธรรม
2. ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยให้ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกซื้อและตัดสินใจเลือกระดับราคาและคุณภาพอุปกรณ์ด้วยตนเอง
"รัฐบาลควรถอยออกมา และปล่อยให้ประชาชนติดตั้งกันเองอย่างเสรี รัฐแค่ช่วยเรื่องการเชื่อมต่อสายส่งให้สะดวกก็พอ วิธีนี้รัฐไม่ต้องเสียเงินงบประมาณภาษี ประชาชนได้เลือกของที่เหมาะสมด้วยตนเอง ส่วนงานกำกับดูแลที่เข้มงวด ควรเก็บไว้ใช้กับโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพื่อดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว





