"IFS Capital" กางยุทธศาสตร์สินเชื่อแฟคตอริ่งระดับภูมิภาค อุ้ม SME ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ เผยปริมาณธุรกรรมรับซื้อลูกหนี้การค้าโต แตะระดับ 3.6 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2568 ชูจุดแข็ง “Non-Bank ชั้นนำ” ไร้หลักประกัน เปลี่ยนใบแจ้งหนี้เป็นเงินสดได้ใน 1 วัน พร้อมเจาะเค้ก S-Curve-Data Center-Export Factoring ต่อยอด Big Data
KEY POINTS
- IFS Capital มุ่งขยายการสนับสนุนสินเชื่อแฟคตอริ่งไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) เช่น Semiconductor และ Data Center โดยจะให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการระดับรองในระบบนิเวศ เช่น ผู้จัดหาวัตถุดิบและผู้ติดตั้งอุปกรณ์
- ชูสินเชื่อแฟคตอริ่งเป็นทางเลือกสำหรับ SME ในภาวะเศรษฐกิจผันผวนและธนาคารเข้มงวดสินเชื่อ โดยช่วยเปลี่ยนใบแจ้งหนี้เป็นเงินสดได้สูงสุด 90% ภายใน 1 วัน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
- ใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงโดยเน้นให้สินเชื่อแก่ SME ที่ขายสินค้าให้ผู้ซื้อรายใหญ่ (Big Buyers) ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง เช่น กลุ่ม Modern Trade, 7-Eleven, Shopee และ Lazada เพื่อลดความเสี่ยงหนี้เสีย
- นอกจากกลุ่ม S-Curve บริษัทยังตั้งเป้าขยายสินเชื่อในอุตสาหกรรมเติบโตสูงอื่นๆ ได้แก่ เทคโนโลยีและไอที, ขนส่งและโลจิสติกส์, ค้าปลีกสมัยใหม่ และการแพทย์และสุขภาพ
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย นโยบายการเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตลอดจนความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จำนวนมากประสบปัญหาติดขัดด้านสภาพคล่องทางการค้า
นายวูน อี ฮุย กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IFS Capital เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจและแนวทางขับเคลื่อนสินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) ในฐานะเครื่องมือการเงินสำคัญในการเติมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจ
สำหรับ IFS Capital เป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) ระดับภูมิภาค โดยมีบริษัทแม่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันมีเครือข่ายการให้บริการครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และล่าสุดได้ขยายขอบเขตธุรกิจเข้าสู่ตลาดฮ่องกงและจีน
สำหรับประเทศไทย IFS Capital ได้ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตลาดประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลุ่มบริษัท โดยสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ซึ่งใกล้เคียงกับตลาดสิงคโปร์ที่อยู่ที่ประมาณ 48% มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญในไทยมากกว่า 90 คน คอยให้บริการแก่องค์กรธุรกิจอย่างใกล้ชิด
ทางเลือกเงินทุนที่เติบโตต่อเนื่อง
ด้านผลการดำเนินงาน ในช่วงปีที่ผ่านมา IFS Capital มีปริมาณการรับซื้อลูกหนี้ทางการค้าหรือยอดปล่อยสินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring Volume) อยู่ที่ 35,750 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าพอร์ตลูกหนี้คงค้าง (Outstanding assets) ในประเทศไทย อยู่ที่ราว 3,500 – 3,600 ล้านบาท ตามผลประกอบการไตรมาสที่ 2 โดยหากพิจารณาจากการเติบโตย้อนหลังในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566–2568) ปริมาณธุรกรรมรับซื้อลูกหนี้การค้าของบริษัทเติบโตกว่า 15%
สำหรับแนวโน้มในปีนี้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความผันผวน แต่บริษัทยังคงเห็นความต้องการใช้สินเชื่อเพื่อหมุนเวียนสภาพคล่องอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้า SME ที่ผ่านการดูแลมากกว่า 1,000 ราย โดยมีลูกค้าที่ทำธุรกรรมสม่ำเสมอ (Active Clients) อยู่ที่ราว 400-500 ราย
ปลดล็อก SME ไร้หลักประกัน เปลี่ยนใบแจ้งหนี้เป็นเงินสด
สำหรับจุดเด่นของสินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) นั้น ถือเป็นสินเชื่อระยะสั้นในรูปแบบการรับซื้อลูกหนี้ทางการค้า สำหรับกลุ่มธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) ข้อได้เปรียบสำคัญที่เหนือกว่าสินเชื่อธนาคารทั่วไปคือ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง เพียงผู้ประกอบการนำใบแจ้งหนี้ (Invoice) ที่เกิดจากการส่งมอบสินค้าหรือบริการแก่ผู้ซื้อที่มีความน่าเชื่อถือมาแสดงก็สามารถเบิกเงินสดไปหมุนเวียนได้ทันที
ในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้เนื่องจากปัญหา NPL ในระบบที่สูงขึ้น สินเชื่อแฟคตอริ่งของ IFS Capital จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นวงเงินส่วนเพิ่ม เติมเต็มช่องว่างให้แก่ SME ที่มีวงเงินกับธนาคารไม่เพียงพอ หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติม
ทั้งนี้ บริษัทให้สัดส่วนการจ่ายเงินอนุมัติสูงสุดถึง 90% ของมูลค่าใบแจ้งหนี้ และอนุมัติรับเงินได้รวดเร็วภายใน 1 วัน โดยคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามจริง ส่วนที่เหลือ จะทำการคืน (Refund) ให้แก่ลูกค้าทันทีเมื่อผู้ซื้อชำระเงินครบถ้วน มีลักษณะเป็นวงเงินหมุนเวียน (Revolving Credit Facility) สำหรับกรอบวงเงินอนุมัติมีตั้งแต่ 2–3 ล้านบาท ไปจนถึง 400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้กำหนดเพดานวงเงินสูงสุดต่อลูกค้าหนึ่งราย โดยช่วงวงเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ SME จะอยู่ในช่วง 3 – 30 ล้านบาท
สแกน "Big Buyer" คุมเข้มความเสี่ยง
เมื่อสอบถามถึงการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ในช่วงที่ภาคธุรกิจประสบปัญหาต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ นายวูน อี ฮุ่ย กล่าวว่า แม้ภายใต้สภาวะตลาดในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมาพอร์ตสินเชื่อและ NPL ของ IFS Capital ประเทศไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี
กลยุทธ์สำคัญในการควบคุมความเสี่ยงของ IFS Capital คือการประเมินแบบ 3 ทาง โดยวิเคราะห์ทั้งตัวผู้ขาย (SME Supplier), ผู้ซื้อ (Buyer) และประวัติการชำระเงิน บริษัทมุ่งเน้นการให้สินเชื่อแก่ SME ที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อรายใหญ่ (Big Buyers) ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อาทิ กลุ่มห้างสรรพสินค้า Modern Trade, ร้านค้าปลีกสะดวกซื้อชั้นนำ เช่น 7-Eleven, ตลอดจนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก ทั้ง Shopee และ Lazada ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เจาะเค้ก S-Curve ดักเทรนด์ Data Center
สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมาย IFS Capital มุ่งขยายการสนับสนุนในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ เทคโนโลยีและไอที (IT), ขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics), ค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งที่จะมีความต้องการเบิกใช้วงเงินสูงเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น แคมเปญ 11.11, เทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเล็งเห็นโอกาสจากการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) เช่น Semiconductor และ Data Center ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษา แม้บริษัทจะไม่ได้ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ลงทุนโครงการขนาดใหญ่โดยตรง แต่สามารถเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการระดับรองในระบบนิเวศ (Ecosystem) เช่น ผู้จัดหาวัตถุดิบ เคมีภัณฑ์, ผู้ให้บริการกำลังคน (Manpower Supply), ตลอดจนผู้ผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ตู้สวิตช์บอร์ดไฟฟ้าในโครงการ Data Center
ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้บริการ Export Factoring สำหรับ SME ไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งถูกผู้ซื้อต่างชาติร้องขอเครดิตเทอมยาว 60-90 วัน บริการของ IFS Capital จะช่วยให้ผู้ส่งออกได้รับเงินสดทันทีหลังส่งมอบสินค้า โดยไม่ต้องแบกรับภาระเงินจมตลอดระยะเวลาเครดิตเทอม
บุกตลาด "ฮ่องกง-จีน" ต่อยอด Big Data 35 ปี
สำหรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค บริษัทได้รุกเปิดตลาดฮ่องกงและจีนเพื่อรองรับโอกาสการค้าเชื่อมโยงในภูมิภาค แม้จะเป็นตลาดที่มีความท้าทายสูงและมีกฎระเบียบ (Regulations) ที่ซับซ้อน แต่ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมหาศาล โดยบริษัทเน้นการศึกษาตลาดและปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
ส่วนการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ IFS Capital ได้ดึงศักยภาพจากฐานข้อมูลธุรกรรมการค้า (Big Data) ที่สะสมมานานกว่า 35 ปี มาประมวลผล อาทิ
1. ค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมใดกำลังเติบโต เพื่อเข้าสนับสนุนได้ตรงจุด
2. บริหารจัดการความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยงเชิงลึกของลูกหนี้และผู้ซื้อแต่ละกลุ่ม
3. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน (Process Improvement) เพิ่มความรวดเร็ว ลดขั้นตอนเอกสารกระดาษ (Paperless) เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการใช้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) มาช่วยวิเคราะห์ แต่การอนุมัติสินเชื่อและการตัดสินใจด้านเครดิต (Credit Decision) ของบริษัท ยังคงต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของบุคลากรเป็นหลัก เนื่องจากธุรกิจแฟคตอริ่งมีความซับซ้อนเฉพาะตัวที่เทคโนโลยี AI ยังไม่สามารถแทนที่ได้ทั้งหมด
แนะ SME ไทย สร้างวินัยกระแสเงินสด รับโลกผันผวน
นายวูน อี ฮุย ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SME ไทยในการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศว่า ในปีหน้า ตลาดและเศรษฐกิจโลกจะยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ SME คือการมีวินัยในการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow Discipline) ผู้ประกอบการต้องมอนิเตอร์ระยะเวลาการจ่ายเงินและการรับเงินอย่างใกล้ชิด การใช้สินเชื่อแฟคตอริ่งจะเข้าไปช่วยเปลี่ยนใบแจ้งหนี้ให้เป็นสภาพคล่องที่มั่นคง
ทั้งนี้ ทำให้ธุรกิจมีความพร้อมและมั่นใจที่จะคว้าโอกาสในการรับงานใหม่ๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ไม่สามารถควบคุมกระแสเงินสดได้ ซึ่งจะช่วยให้ SME สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ล้มหายตายจากไปจากตลาด





