วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไบเออร์ ผนึก GIZ-ธนาคารโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมข้าวคาร์บอนต่ำ ยึดเอเชีย

ไบเออร์ คล้องแขน GIZ และ BCIU เปิดเวทีเสวนาระดับโลกในกรุงเทพฯ ดึงธนาคารโลก อาเซียน กรมการข้าว และ Olam ร่วมสร้างความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ผสมผสานนวัตกรรมเปียกสลับแห้ง ดันข้าวคาร์บอนต่ำทั่วเอเชีย

KEY POINTS

  • ไบเออร์ ร่วมมือกับ GIZ และธนาคารโลก เพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในภูมิภาคเอเชีย รับมือความท้าทายด้านสภาพอากาศและความมั่นคงทางอาหาร
  • นำเสนอนวัตกรรมหลักในการทำนา เช่น เทคนิคเปียกสลับแห้ง (AWD) และการหว่านเมล็ดโดยตรง (DSR) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการใช้น้ำ
  • เน้นกลยุทธ์ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อสร้างกรอบนโยบาย การเข้าถึงสินเชื่อสีเขียว และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร

การเผชิญหน้ากับสภาวะโลกร้อนและความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารระดับสากล ไม่อาจพึ่งพาโซลูชันเดี่ยวหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ การประสานพลังระหว่างยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีชีวภาพ องค์กรการเงินพหุภาคี และนโยบายภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมเอเชียสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม 

ไบเออร์ ผนึก GIZ-ธนาคารโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมข้าวคาร์บอนต่ำ ยึดเอเชีย

  • ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกสแกนทิศทาง “ข้าวยุคใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

บริษัท ไบเออร์ (Bayer) ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และ สภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (BCIU) จัดงานเสวนา “Securing the Future of Rice: Innovation and Partnerships Advancing Food Security, Climate Resilience and Low-Carbon Rice Systems” ณ กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026)

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณอนุป แจ็กวานี (Anup Jagwani) ผู้อำนวยการระดับโลก ฝ่ายการเกษตรและธุรกิจเกษตร กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ข้าวยุคใหม่เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความสมดุลระหว่างผลตอบแทนของเกษตรกร มิติสิ่งแวดล้อม และกลไกทางการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance)

ไบเออร์ ผนึก GIZ-ธนาคารโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมข้าวคาร์บอนต่ำ ยึดเอเชีย

“ความท้าทายของการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การสร้างนวัตกรรมใหม่ แต่คือการผสานโซลูชันเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าอย่างมั่นใจ” — คุณอนุป แจ็กวานี 

  • ชูนวัตกรรม “เปียกสลับแห้ง-ทำนาหว่านตรง” ลดก๊าซเรือนกระจก

เวทีเสวนาได้นำเสนอแนวทางเชิงนวัตกรรมที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่าข้าว (Rice Value Chain) ประกอบด้วย

การจัดการน้ำอัจฉริยะ เทคโนโลยีทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD)

นวัตกรรมเพาะปลูก การทำนาแบบหว่านเมล็ดโดยตรง (Direct Seeded Rice: DSR) ลดการใช้แรงงานและน้ำ

การเกษตรแม่นยำ การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การบริหารจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) และระบบคำแนะนำผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม 

  • ผนึกกำลัง PPP จากนโยบายภาครัฐ สู่การลงมือปฏิบัติของภาคเอกชน

งานเสวนาได้แบ่งการแลกเปลี่ยนออกเป็น 2 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ บริบทโลกและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำโดย คุณแมทเธียส แบร์นิงเงอร์ รองประธานบริหาร ไบเออร์ เอจี และ คุณอิงกริด-กาเบรียลา โฮเวน กรรมการผู้จัดการ GIZ ควบคู่ไปกับเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP)

ไบเออร์ ผนึก GIZ-ธนาคารโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมข้าวคาร์บอนต่ำ ยึดเอเชีย ไบเออร์ ผนึก GIZ-ธนาคารโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมข้าวคาร์บอนต่ำ ยึดเอเชีย

การอภิปรายได้รับความร่วมมือจากผู้แทนหน่วยงานยุทธศาสตร์ เช่น ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ ที่ปรึกษากรมการข้าว (ประเทศไทย), ดร.ฝ่าม กวาง มินห์ สำนักเลขาธิการอาเซียน, ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม, องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), IRRI Fund และบริษัท Olam เพื่อวางกรอบนโยบายเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อสีเขียว การสร้างแรงจูงใจทางการตลาด และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรรายย่อยทั่วภูมิภาคเอเชีย

การผนึกกำลังของไบเออร์ GIZ และพันธมิตรระดับสากลในครั้งนี้ สะท้อนถึงการปรับตัวของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารโลกที่เปลี่ยนผ่านจาก “การส่งเสริมแบบต่างคนต่างทำ” ไปสู่ “ระบบนิเวศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์” การผสานนวัตกรรมการเกษตรคาร์บอนต่ำเข้ากับกลไกทางการเงินและนโยบายรัฐ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชีย สามารถก้าวผ่านวิกฤตสภาวะอากาศผันผวน พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป