กระทรวงเกษตรฯ จับมือ ธนาคารโลก สหภาพยุโรป ADB AFD และ OPEC Fund เร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2 ระยะ นำเทคโนโลยีและงบลงทุนระดับโลก ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ยึดความมั่นคงอาหาร-เศรษฐกิจ รับมือ ภัยโลกร้อน
KEY POINTS
- กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับธนาคารโลก สหภาพยุโรป และพันธมิตรนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการความเสี่ยงอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
- ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการระดมทุน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ เช่น ระบบพยากรณ์ดิจิทัลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า มายกระดับการบริหารจัดการน้ำ
- มีเป้าหมายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของประเทศ ลดความเสียหายจากภัยพิบัติ และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
วิกฤตอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติในระดับท้องถิ่น แต่คือความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระดับประเทศ การยกระดับความร่วมมือสากลเพื่อนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และแหล่งทุนระดับโลกมาบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ จึงเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศอย่างยั่งยืน
- ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่การเงินและเทคโนโลยีระดับสากล ลุยแผนแม่บท 2 ระยะ
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยในการประชุมร่วมกับคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย, ธนาคารโลก (World Bank), ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB), องค์การเพื่อการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (AFD) และกองทุนโอเปกเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (OPEC Fund) ว่าเพื่อผนึกกำลังและประกาศความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ การรวมตัวขององค์กรการเงินและพันธมิตรระดับโลกในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครอบคลุมทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการดึงศักยภาพด้านแหล่งเงินทุน องค์ความรู้เชิงวิชาการ และนวัตกรรมเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำขั้นสูง มาเปลี่ยนแผนงานบนกระดาษให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาถือเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรม ชุมชนเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตอุทกภัย ผลกระทบจึงขยายวงกว้างจนสะเทือนถึงห่วงโซ่อุปทาน ระบบการขนส่ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภาพรวม
เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ได้ทิ้งบทเรียนรากฐานให้ไทยต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง จากเดิมที่มองโครงการชลประทานเป็นเพียงการก่อสร้างเพื่อบรรเทาภัย มาสู่การ “ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ” ซึ่งแม้จะต้องใช้วงเงินลงทุน แต่เมื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว การป้องกันและลดความเสี่ยงล่วงหน้าจะช่วยเซฟมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มหาศาล และสร้างประโยชน์สุทธิที่แท้จริงให้แก่ประเทศ
- คุ้มครองความมั่นคงทางอาหาร พร้อมปรับวิถี “เกษตรกรอยู่ร่วมกับน้ำ”
ในมิติภาคการเกษตร ลุ่มน้ำเจ้าพระยาคืออู่ข้าวอู่น้ำหลักของประเทศ หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในช่วงฤดูเพาะปลูก ผลผลิตจะเสียหาย และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง แผนแม่บทฉบับใหม่นี้จึงมุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความมั่นใจในการผลิต
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่การโยนภาระให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ต้องบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ ปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้สอดรับกับฤดูกาล และใช้เป็นพื้นที่รับน้ำอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสมดุลให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพและอยู่ร่วมกับสภาพธรรมชาติได้อย่างเป็นธรรม
- ก้าวข้ามสถิติอดีต สู้ภัยโลกร้อนด้วยระบบบริหารน้ำเชิงพื้นที่แบบไร้รอยต่อ
จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ส่งผลให้รูปแบบฝนและปริมาณน้ำหลากมีความผันผวนและคาดเดายากยิ่งขึ้น การออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมแบบเดิมที่พึ่งพาเพียงสถิติในอดีตจึงไม่เพียงพออีกต่อไป กรมชลประทานและพันธมิตรนานาชาติจึงได้นำแบบจำลองการคาดการณ์สภาพอากาศอนาคตมาใช้ออกแบบและประเมินระบบ เพื่อให้สามารถตั้งรับความเสี่ยงที่ซับซ้อนในทุกรูปแบบ
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำจะต้องเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ” ครอบคลุมการควบคุมอ่างเก็บน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบาย การใช้พื้นที่หน่วงน้ำ และระบบระบายน้ำในเขตเมือง โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้การระบายน้ำจากจุดหนึ่งไปสร้างความเดือดร้อนให้อีกจุดหนึ่ง
“โครงการนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุด ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงแค่ความเร็วในการระบายน้ำลงสู่ทะเล แต่ต้องวัดจากความสามารถในการลดความสูญเสีย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน” — นายวิทยา แก้วมี
- ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ Global Gateway ดึงเทค Team Europe เสริมทัพ
การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการดึงความร่วมมือจากกลุ่ม Team Europe (สหภาพยุโรป, ฝรั่งเศส และเยอรมนี) ภายใต้ยุทธศาสตร์ Global Gateway ของสหภาพยุโรป ร่วมกับพันธมิตรทางการเงินอย่าง World Bank, ADB และ OPEC Fund ซึ่งพร้อมที่จะสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน โนฮาว และเทคโนโลยีระดับสากล เพื่อร่วมผลักดันให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยากลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างมั่นคง
โจเซฟ ซิเคลา กรรมาธิการยุโรปด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งเตือนใจว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศรุนแรงแบบสุดขั้ว ส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อประชาชน ชุมชน เกษตรกร ธุรกิจ และบริการสาธารณะ ทั้งนี้สหภาพยุโรปโดยผ่านโครงการ Global Gateway และ ทีมยุโรปพร้อมที่จะนำเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีจากยุโรป มาสนับสนุนประเทศไทยในการเสริมสร้างศักยภาพ การบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัย และสร้างความพร้อมในการรับมือในระยะยาว
เอเลโอนอร์ การัวต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้รับผิดชอบด้านประชาคมฝรั่งเศส ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ และชาวฝรั่งเศสในต่างแดน ได้กล่าวส่งมอบความห่วงใยและกำลังใจไปยังประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของกลุ่ม G7 ในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
โดยได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเงินทุน ภาคธุรกิจ และความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีระดับสากลที่จะเข้ามามีส่วนช่วยประเทศไทยในการบริหารจัดการน้ำระยะยาว พร้อมทั้งได้ชื่นชมและยกย่องการทำงานของทีมงานกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังและเข้มแข็งเพื่อปกป้องประชาชน
- ชูหัวใจสำคัญ “ชุมชนคือด่านหน้า” เร่งดันระบบเตือนภัยล่วงหน้าส่งตรงถึงครัวเรือน
นอกเหนือจากแนวทางที่ เอเลโอนอร์ การัวต์ ได้นำเสนอแล้ว ในเวทีการประชุมระดับสูงยังได้มีการสะท้อนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพันธมิตรนานาชาติอย่าง อิงกริด-กาเบรียลลา โฮเฟน กรรมการผู้จัดการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ในหัวข้อ “ชุมชนและความพร้อมรับมือภัยพิบัติ” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งพิสูจน์ว่า “ชุมชนคือด่านแรกที่ต้องรับมือเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น”
ดังนั้น หัวใจสำคัญของการลดความสูญเสียคือการทำให้ “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” สามารถส่งตรงถึงทุกครัวเรือนได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที โดย GIZ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (AFD) และพันธมิตรสากล กำลังเร่งเตรียมความพร้อมลงพื้นที่สนับสนุนชุมชนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก ขณะที่ คริสตอฟ เลอคูร์ติเยร์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ AFD ได้นำเสนอหัวข้อการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อย้ำความพร้อมในการนำเทคโนโลยีจัดการน้ำเชิงดิจิทัลมาเสริมทัพให้แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่รายล้อมกรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานครเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงต่ออุทกภัย ในปี 2554 มหาอุทกภัยทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 41.4 พันล้านยูโร (หรือราว 1.55 ล้านล้านบาท) อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคน ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ ได้ชี้ให้เห็นอีกครั้งว่าลุ่มน้ำแห่งนี้มีความเปราะบางต่อภัยน้ำท่วม
สำหรับแผนแม่บทนี้คือกรอบการดำเนินงานระยะ 20 ปีของของรัฐบาลไทยในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก โดยจะมีการปรับปรุงคูคลองและทางระบายน้ำ การยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้ทันสมัยผ่านระบบพยากรณ์เชิงดิจิทัลและระบบสนับสนุนการตัดสินใจ รวมถึงเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของของชุมชนเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ
ทีมยุโรปร่วมระดมทุนและองค์ความรู้จากยุโรปเพื่อสนับสนุนแผนงานนี้ โดยสหภาพยุโรปจะร่วมสนับสนุนเงินทุนให้เปล่าภายใต้กลยุทธ์ Global Gateway ในขณะที่กลุ่มสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (AFD) พร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางแก้ไขการจัดการอุทกภัยในรูปแบบแบบดิจิทัล ระบบพยากรณ์น้ำท่วม ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ส่วนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน รวมถึงการเตือนภัยล่วงหน้าในระดับท้องถิ่น เพื่อให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานส่งผลเชิงบวกต่อครัวเรือนและชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยตรง





