“อัทธ์ พิศาลวานิช” ชี้ รมว.คลัง สหรัฐฯ เมิน เข้าร่วมประชุม IMF-World Bank สะท้อนทิศทางนโยบายการเมือง เศรษฐกิจ การค้า สหรัฐฯ ยุคโดนัลด์ ทรัมป์ เน้นเจรจาทวิภาคี แนะรัฐบาลต่อยอด 4 วาระสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
KEY POINTS
- การที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมประชุม IMF และธนาคารโลก สะท้อนนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวทีพหุภาคี
- รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มเน้นการเจรจาแบบทวิภาคีกับแต่ละประเทศโดยตรง เพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านการค้าและการลงทุนได้เอง
- นโยบายดังกล่าวทำให้ผลการประชุมระหว่างประเทศอาจไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากนัก
นายอัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์" ถึงกรณีรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ว่า การไม่เข้าร่วมของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของตนเองมากกว่าการดำเนินนโยบายผ่านเวทีพหุภาคี
ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีบทบาทสำคัญในองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าว แต่การไม่เข้าร่วมประชุมไม่ได้ทำให้ความสำคัญของเวที IMF และธนาคารโลก ลดลงทั้งหมด เนื่องจากยังมีประเทศสมาชิกอื่น ๆ เข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การขาดผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐฯ อาจลดโอกาสในการเจรจาและสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ผ่านเวทีพหุภาคี
นายอัทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มใช้การเจรจาแบบทวิภาคี โดยเจรจากับแต่ละประเทศโดยตรง มากกว่าการหาข้อสรุปร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินนโยบายการค้า การลงทุน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ สามารถตัดสินใจได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องรอผลสรุปจากการประชุมระหว่างประเทศ
ดังนั้น ผลการประชุม IMF และธนาคารโลกจึงอาจไม่ได้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากนัก โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ เช่น การลงทุนสีเขียวและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสหรัฐฯ อาจไม่ได้ให้ความสำคัญในระดับเดียวกับประเทศอื่น ๆ ดาต้าเซ็นเตอร์
สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และธนาคารโลก ควรสร้างประโยชน์ให้ประเทศมากกว่าการได้รับภาพลักษณ์ที่ดีจากการจัดงาน โดยรัฐบาลต้องนำประเด็นสำคัญจากการประชุมไปกำหนดเป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอให้ไทยให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ใช้ AI สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยควรนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มผลิตภาพ สร้างงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ เพื่อให้ประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI รายใหญ่ของโลกก็ตาม
2. ติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย การคาดการณ์เศรษฐกิจของ IMF เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยก่อนหน้านี้ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัว 1.9% จึงต้องติดตามการปรับประมาณการครั้งใหม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากมีนัยต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเตรียมรับมือความเสี่ยงในระยะต่อไป
3. พัฒนาระบบการเงินดิจิทัลให้ปลอดภัย ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เพื่อรับมือปัญหาการหลอกลวงทางการเงินและอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
4. ส่งเสริมการลงทุนสีเขียวให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายเล็ก การลดการปล่อยคาร์บอนและการปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นโจทย์สำคัญของไทย แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีความพร้อมในการลงทุนและปรับกระบวนการผลิตมากกว่าภาคเกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็ก
รัฐบาลจึงต้องหาแนวทางสนับสนุนเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถปรับตัวได้จริง โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
นายอัทธ์ กล่าวว่า ทั้ง 4 ประเด็นเป็นวาระที่ไทยควรนำไปต่อยอดจากการประชุมระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพียงประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพจัดงานเท่านั้น
แต่ต้องสามารถนำข้อเสนอและองค์ความรู้มาขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเตรียมความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก





