วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘IMFชี้‘มาตรการมุ่งเป้า’รับ‘วิกฤติค่าครองชีพ’ ถึงมือกลุ่มเปราะบาง-ประหยัดต้นทุนการคลัง

สภาเศรษฐกิจโลกหรือ WEF ได้จัดทำรายงานที่กำหนดเผยแพร่วันที่ 13 ต.ค. 2569 ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยเนื้อหาในบทที่ 2 ของรายงานดังกล่าว ระบุถึง วิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งเป็นสาเหตุของความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นซ้ำซากตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในเวที เสวนา Navigating a Shock-Prone World: Lessons from Cost-of-Living Crises

 เคียรา มาจิ นักเศรษฐศาสตร์ ฝ่ายวิจัย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยถึง นิยามวิกฤตค่าครองชีพว่าคือเหตุการณ์ที่ราคาสินค้าจำเป็นพื้นฐาน ได้แก่ ราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลันแซงหน้าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ไปไกลมาก โดยในบทวิเคราะห์ดังกล่าวยังมีการศึกษาพฤติกรรมของคาดการณ์เงินเฟ้อพบว่าทั้งคาดการณ์เงินเฟ้อระยะสั้นและระยะกลางต่างปรับตัวสูงขึ้นทันทีที่เกิดเหตุการณ์ และแม้เวลาจะผ่านไป 3 ปีนับจากจุดเริ่มต้นของวิกฤติ ระดับคาดการณ์เงินเฟ้อก็ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤติ 

“สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตค่าครองชีพไม่เพียงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องรอบที่สอง ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ยากขึ้น เรายังได้ศึกษาผลกระทบของวิกฤตการณ์นี้ต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำพบว่าโดยทั่วไปแล้ว ภาระจากวิกฤตการณ์นี้จะตกอยู่กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น”

วิกฤติค่าครองชีพเพิ่มความยากจน23 ล้านคน 

 เมื่อถึงสิ้นปี 2567 ค่าที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าตัวเลขความยากจนสูงกว่าเกณฑ์ปกติอยู่เกือบ 0.8%  ซึ่งหมายความว่ามีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอีกกว่า 23 ล้านคนที่ตกอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนขั้นรุนแรง 

‘IMFชี้‘มาตรการมุ่งเป้า’รับ‘วิกฤติค่าครองชีพ’           ถึงมือกลุ่มเปราะบาง-ประหยัดต้นทุนการคลัง

สำหรับแนวทางการรับมือพบว่า ในกลุ่มประเทศทุกระดับมีการพึ่งพามาตรการกดระดับราคาเป็นหลัก คือการเข้าไปควบคุมหรือลดราคาของสินค้าจำเป็นสำหรับทุกครัวเรือนโดยตรง อย่างไรก็ตาม พบว่า มีรายละเอียด  ผลลัพธ์ที่ได้ และต้นทุนทางการคลังที่ต่างกัน 

โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า มีการผสมผสานนโยบายมีความสมดุลมากกว่า ด้วยการใช้ทั้งมาตรการกดระดับราคาและมาตรการสนับสนุนรายได้โดยตรงแก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มเปราะบาง และแบบไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายก็ตาม

 ในขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนามีการใช้มาตรการกดระดับราคาเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระบบคุ้มครองทางสังคมที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเต็มที่นัก

“เราได้เจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการกดระดับราคา และพบรูปแบบที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลในกลุ่มประเทศต่างๆ เลือกใช้ หากเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า รัฐบาลมักเลือกใช้มาตรการกดระดับราคาในรูปแบบของการลดภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าจำเป็น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ช่วยลดราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายโดยตรง จึงเปรียบเสมือนการอุดหนุนผู้บริโภคทันที”

‘IMFชี้‘มาตรการมุ่งเป้า’รับ‘วิกฤติค่าครองชีพ’           ถึงมือกลุ่มเปราะบาง-ประหยัดต้นทุนการคลัง

ประเทศกำลังพัฒนาเมินช่วยแบบเจาะจง

 ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา มักใช้มาตรการกดระดับราคาในรูปแบบของการอุดหนุนผู้ผลิต การควบคุมราคา หรือการลดภาษีศุลกากร เพื่อดำเนินมาตรการในระดับต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุน

ในแต่ละรูปแบบมีผลลัพธ์และต้นทุนต่างกัน แบ่งเป็น ประการแรก การโอนเงินช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (targeted transfers) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดในการช่วยเหลือครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง 

มาตรการเหล่านี้ส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดโดยตรง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางการคลังน้อยที่สุด และในขณะเดียวกันก็ยังคงกลไกสัญญาณราคาเอาไว้ กล่าวคือ เมื่อราคาสูงขึ้น จะสะท้อนถึงภาวะขาดแคลนสินค้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ครัวเรือนลดความต้องการสินค้าเหล่านั้นลงหากเป็นไปได้ และช่วยฟื้นฟูสมดุลของตลาดให้กลับคืนมา

 ประการที่ 2 มาตรการควบคุมหรือกดราคา แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยจำกัดการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ลดความเสี่ยงที่การคาดการณ์เงินเฟ้อจะหลุดจากกรอบเป้าหมาย ซึ่งช่วยลดความหนักใจของธนาคารกลางและช่วยสนับสนุนการบริโภคของครัวเรือนทุกกลุ่ม แต่ มาตรการเหล่านี้มีต้นทุนทางการคลังที่สูงมาก 

ลดภาษี-กดต้นทุน-คุมราคาขายใช้ต้นทุนคลังสูงลิ่ว

“จากการคำนวณพบว่าหากรัฐบาลแทรกแซงผ่านการอุดหนุนผู้บริโภค เช่น การลดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครัวเรือนเปราะบางในระดับเดียวกับการโอนเงินช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายนั้น รัฐบาลจะต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังมากกว่าเดิมถึง 3 ถึง 6 เท่า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก” 

อย่างไรก็ตาม หากเปลี่ยนมาใช้วิธีแทรกแซงด้วยมาตรการกดราคาในรูปแบบการอุดหนุนผู้ผลิต ปริมาณทรัพยากรทางการคลังที่ต้องใช้จะสูงกว่าการโอนเงินช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายถึง 14 ถึง 22 เท่าทีเดียว 

“การอุดหนุนผู้ผลิตจึงถือเป็นมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนสูงเป็นพิเศษ เพราะการแทรกแซงที่ต้นน้ำหรือในห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดราคาวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลาง จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าลดลง ส่งผลให้ประเทศสามารถส่งออกสินค้าสำเร็จรูปไปขายต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกลง แต่รัฐบาลจึงต้องแบกรับภาระทางการคลังมหาศาลเพื่อตรึงราคาในประเทศให้ต่ำไว้”

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยก.ย.ดิ่งต่อ

ผลที่ตามมาคือ ผู้เสียภาษีในประเทศต้องแบกรับภาระภาษีสูงเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในต่างประเทศ มาตรการเหล่านี้จึงไม่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง แต่พบว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำมักนำมาตรการเหล่านี้มาใช้ในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่น

สำหรับประเทศไทยข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,424 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนก.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 48.9 ปรับลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50

 แม้มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชน ประกอบกับการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ประชาชนยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย.ปรับลดลง

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติค่าครองชีพไม่ต่างจากประเทศอื่นๆทั่วโลกแต่แนวทางการรับมือควรเป็นวิธีการ และรูปแบบใด เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเลือก เพราะ หากใช้มาตรการที่มีต้นทุนทางการคลังที่สูงลิ่วแต่สิ่งที่ประชาชนในประเทศต้องจ่ายคือ โอกาสทางสวัสดิการทางสังคมอืื่นๆ ที่จะหดหายไป จากการดึงเงินมารับมือวิกฤติค่าครองชีพในปัจจุบัน