"เอกนิติ" ยืนยันไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 เตรียมโชว์ 4 นิทรรศการไฮไลต์ ได้แก่ การเงินดิจิทัล ความความยั่งยืน สุขภาวะ และศาสตร์พระราชา พร้อมแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรม เชื่อมโอกาสดึงดูดการลงทุน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไทยมีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569
โดยระบุว่านอกจากโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการตามมาตรฐานสากลระดับสูงสุดแล้ว ไทยยังเตรียมถ่ายทอดศักยภาพทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่าน 4 นิทรรศการสำคัญ ได้แก่ Thailand Pavilion 3 นิทรรศการ และ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ หรือ Royal Pavilion อีก 1 นิทรรศการ เพื่อแสดงความพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตและสร้างความเชื่อมั่นต่อสายตาผู้นำกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก
Digital Public Infrastructure เชื่อมโยงพื้นฐานการเงินดิจิทัล
สำหรับพื้นที่จัดแสดงส่วนแรกคือ Thailand Pavilion: Digital Public Infrastructure (DPI) ภายใต้แนวคิด “ระบบเบื้องหลังสู่โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโอกาสให้ทุกคน” มุ่งนำเสนอความสำเร็จของไทยในการเป็นต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลระดับโลกที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งทุน
โดยภายในโซนได้จัดแสดงภาพยนตร์สั้น AI “Bangkok’s Digital Ride” ถ่ายทอดการใช้งานระบบพร้อมเพย์ (PromptPay), Thai QR Payment และการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-border QR Payment) ผ่านมุมมองนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการจัดแสดงภาพโปร่งใสเห็นโครงสร้างภายใน (Interactive X-Ray) ที่แสดงวิวัฒนาการระบบการเงินดิจิทัลของไทยจนถึง Project Nexus และเทคโนโลยี DLT
นอกจากนี้ จะมีการจัดแสดงการเปิดตัวนวัตกรรม AI ผู้ช่วยอัจฉริยะนกกระซิบ (Nok-Krasib) สำหรับร้านค้ารายย่อย และเกมจำลองการประเมินสินเชื่อจากข้อมูลทางเลือกอารีย์สกอร์ (Ari Score) เพื่อเปิดโอกาสทางการเงินแก่ผู้ประกอบการฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
Climate Resilience เปลี่ยนความเสี่ยงเป็นโอกาส
ต่อมาในส่วนที่สองคือ Thailand Pavilion: Climate Resilience นำเสนอภายใต้แนวคิด “ชวนสัมผัสเส้นทางจากความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ สู่พลังของชุมชนไทย” สะท้อนการผสานข้อมูล เทคโนโลยี ธรรมชาติ และพลังชุมชนในการเปลี่ยนความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว
โดยมีจุดเด่นคือจอสัมผัส Thailand Risk Map & A Greener Society แสดงการบริหารจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติรายจังหวัด ประติมากรรมเต่าทะเลจากวัสดุเหลือใช้ The Forest Oath in the Ocean สื่อถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน ห้องจำลองเสมือนจริง Immersive 360° พาท่องเที่ยว 4 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนของไทย
ตลอดจนการนำเสนอโมเดล From Meter to Market ผ่านกรณีศึกษาคาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางและป่าชุมชนแม่โป่ง–บ้านต้นผึ้ง ซึ่งเป็นต้นแบบการแปลงการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง
Longevity สู่ศูนย์กลางด้านสุขภาวะระดับโลก
ในส่วนที่สามคือ Thailand Pavilion: Longevity ภายใต้แนวคิด “เปิดมุมมองสุขภาพไทย…จากการเข้าถึงบริการสู่การมีสุขภาวะที่ดีตลอดช่วงชีวิต” เพื่อตอกย้ำจุดแข็งของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) และการแพทย์แม่นยำ
เริ่มตั้งแต่การนำเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาท รักษาทุกโรค” ที่ช่วยลดภาระทางการเงินของภาคครัวเรือน ระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอัจฉริยะ Lamphun Smart Health การต่อยอดภูมิปัญญากายบริหารฤๅษีดัดตนและสมุนไพรชีวภาพสู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับสากล
การจัดแสดง 9 นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพแห่งอนาคต (Functional Food) เช่น ชีสพืชงาขี้ม่อนและโปรตีนไข่ผำ ไปจนถึงความก้าวหน้าด้านการแพทย์แม่นยำผ่านโครงการ Genomics Thailand ถอดรหัสจีโนม 50,000 ราย เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพ
The Royal Legacy ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในส่วนสุดท้ายคือ Royal Pavilion นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิดหลัก “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งจะถ่ายทอดแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ได้วางรากฐานความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ
โดยนำเสนอผ่าน 5 หลักคิดสำคัญ สอดคล้องไปกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และวาระสำคัญของประชาคมโลก ได้แก่
- การแก้ปัญหาจากระดับพื้นที่
- การมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
- การพัฒนาตามลำดับขั้น
- การใช้ธรรมชาติแก้ปัญหาธรรมชาติ
- การสร้างภูมิคุ้มกัน
พร้อมกันนี้ ยังได้จัดแสดงประติมากรรม Impact Piece Sculpture โดยนำวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถักทอเป็นผลงาน ONE THAILAND WEAVING CONNECTIONS และ ONE THAILAND WEAVING THE FUTURE สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต
โดยสรุป การนำเสนอนิทรรศการทั้ง 4 ส่วนนี้ ไม่เพียงตอกย้ำภาพลักษณ์ระดับโลก (World Class) ของไทยในสายตาผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“สิ่งสำคัญคือเราจะเห็นเม็ดเงินที่คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่นั่นไม่ใช่ผลที่เราต้องการอย่างเดียว สิ่งที่จะได้ตามมาคือภาพลักษณ์ของไทยว่าเราเป็นระดับโลก คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนที่จะได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกทางการเงินของโลกอีกครั้ง และเป็นผู้ที่ได้กำหนดหัวข้อในการสนทนาด้านเศรษฐกิจการคลังและการเงินในระดับโลก” นายเอกนิติ กล่าว





