วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2569

Login
Login

FTA เวียดนาม 17 ฉบับ ใช้สิทธิไม่คุ้ม เปิดช่องธุรกิจไทยแทรกห่วงโซ่อุปทาน

สคต.โฮจิมินห์เผย เวียดนามมี FTA 17 ฉบับ ดันส่งออกครึ่งปีแรกพุ่ง 21% แต่ 80% อยู่ในมือบริษัทต่างชาติ ชี้ กติกาใหม่ CBAM และการตรวจสอบย้อนกลับทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เปิดช่องผู้ประกอบการไทยแทรกห่วงโซ่อุปทาน

KEY POINTS

  • เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 17 ฉบับ แต่ผู้ประกอบการในประเทศยังใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากความซับซ้อนของกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า
  • โครงสร้างการส่งออกของเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้การปฏิบัติตามเงื่อนไขถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเรื่องท้าทาย
  • ข้อจำกัดนี้เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน โดยการเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่มีคุณภาพให้แก่ภาคการผลิตในเวียดนาม

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม รายงานว่า เวียดนามมีความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ที่มีผลใช้บังคับแล้ว 17 ฉบับ และอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงทางการค้าเพิ่มเติม เชื่อมโยงกับกว่า 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ครอบคลุมทั้งความตกลงแบบดั้งเดิมและความตกลงยุคใหม่ที่มีมาตรฐานสูง อาทิ CPTPP, EVFTA, UKVFTA และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)

FTA ช่วยเปิดตลาดและเพิ่มความได้เปรียบด้านภาษีศุลกากรให้แก่สินค้าส่งออกของเวียดนาม และมีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าสินค้ารวมของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 930,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.2% จากปีก่อนหน้า และเกินดุลการค้าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าสินค้ารวมอยู่ที่ประมาณ 549,690 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27.1% โดยการส่งออกมีมูลค่า 266,520 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21.0% และภาคธุรกิจในประเทศมีสัดส่วนการส่งออก 20.1% เทียบกับภาคธุรกิจที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) 79.9%

อย่างไรก็ตาม การมี FTA จำนวนมากและการขยายตัวของการส่งออกไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการเวียดนามสามารถใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละความตกลง

โดยเฉพาะกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และขั้นตอนการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจใช้สิทธิภาษีของผู้ประกอบการโดยตรง

 

นอกจากนี้ ความแตกต่างในการใช้สิทธิระหว่าง FTA แต่ละฉบับ ยังสะท้อนถึงต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ความซับซ้อนของข้อกำหนด และความพร้อมของผู้ประกอบการในการจัดทำเอกสารและข้อมูลประกอบการขอใช้สิทธิ

ดังนั้น ความได้เปรียบด้านภาษีที่เกิดจาก FTA จึงไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความได้เปรียบทางการค้าได้โดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องประเมินส่วนต่างระหว่างอัตราภาษีตามหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favored-Nation: MFN) กับอัตราภาษีภายใต้ FTA ควบคู่กับต้นทุนและเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าการใช้สิทธิพิเศษมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่

ข้อจำกัดดังกล่าวเชื่อมโยงกับโครงสร้างการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของเวียดนาม โดยข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า ภาคธุรกิจที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศมีสัดส่วนถึง 79.9% ของมูลค่าการส่งออก ขณะที่ภาคธุรกิจในประเทศมีสัดส่วนเพียง 20.1% สะท้อนถึงการพึ่งพาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติในระดับสูง

โครงสร้างดังกล่าวมอบทั้งโอกาสและข้อจำกัดต่อการใช้ประโยชน์จาก FTA เนื่องจาก การนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญเงื่อนไขด้านถิ่นกำเนิดสินค้าและสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันก็จำกัดการกระจายมูลค่าเพิ่มไปสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ดังนั้น การเพิ่มมูลค่าการส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและบริการจากผู้ผลิตภายในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ

 

 

ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเวียดนามเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้มากขึ้น การดำเนินนโยบายส่งเสริมการส่งออกจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพควบคู่กับปริมาณ เพื่อให้รายได้จากการค้าระหว่างประเทศก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน กติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงการลดภาษีศุลกากรและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ไปสู่ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน ความยั่งยืน ความโปร่งใส การตรวจสอบย้อนกลับ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดที่มีมาตรฐานสูง เช่น สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งกำหนดให้กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) เข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมทั้งกำหนดภาระด้านการรายงานและการจัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ ผู้ซื้อระหว่างประเทศยังมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ผู้จัดหา และกระบวนการผลิต ไปจนถึงหลักฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า การเปลี่ยนถ่ายสินค้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และความเสี่ยงด้านความยั่งยืน

ดังนั้น การได้รับอัตราภาษี 0% ภายใต้ FTA จึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอีกต่อไป หากแต่ผู้ประกอบการต้องสามารถพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้า มีระบบข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และปฏิบัติตามมาตรฐานของตลาดปลายทางอย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ สคต.นครโฮจิมินห์ ได้นำเสนอโอกาสและแนวทางสำหรับผู้ประกอบการไทย ว่า การที่เวียดนามมีเครือข่าย FTA จำนวนมากและสามารถขยายการใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้มากขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาและการเข้าถึงตลาดที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะในตลาดที่เวียดนามได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี ขณะเดียวกัน การแข่งขันก็มีแนวโน้มเปลี่ยนจากการพิจารณาด้านราคาและภาษีศุลกากร ไปสู่ปัจจัยด้านมาตรฐานสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ดี การพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในระดับสูงของเวียดนาม ยังนับเป็นทั้งปัจจัยเสี่ยงและช่องทางสำหรับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของข้อกำหนดด้านถิ่นกำเนิดสินค้าและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจจัดซื้อและแหล่งที่มาของวัตถุดิบของผู้ผลิตในเวียดนาม

ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม จึงควรปรับกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การสร้างความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานระหว่างประเทศ

โดยควรติดตามเงื่อนไข FTA เป็นรายประเทศและรายสินค้า ตรวจสอบพิกัดศุลกากร (HS Code) อัตราภาษี MFN และอัตราภาษีภายใต้ FTA รวมถึงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ควบคู่กับการจัดทำระบบข้อมูล เอกสารเพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ FTA และระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ ควรกระจายตลาดและแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือผู้จัดหารายใดรายหนึ่ง และเพิ่มความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางการค้า

สำหรับผู้ประกอบการไทยในเวียดนาม มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลกของเวียดนาม โดยเฉพาะการเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน บรรจุภัณฑ์ อาหารแปรรูป สินค้าเกษตร และบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการส่งออก รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับบริษัทที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อภาคการส่งออกของเวียดนาม

ส่วนผู้ประกอบการไทยในประเทศ สามารถใช้จุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และมูลค่าเพิ่มของสินค้า เพื่อพัฒนาการส่งออกไปยังเวียดนามและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูป ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสินค้าเทคโนโลยี

ทั้งนี้ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและการพัฒนาความร่วมมือด้านการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบกับผู้ประกอบการในเวียดนาม จะช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าสู่ตลาดและกระจายความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืน