สนค. เผย ไทยแชมป์ส่งออกไอศกรีมเอเชีย อันดับ 12 โลก ชี้ 4 เทรนด์ กุญแจสำคัญชิงส่วนแบ่งตลาดหมื่นล้าน ผู้ประกอบการต้อง "Shift" สู่การแข่งขันด้วยประสบการณ์
KEY POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ชี้ 4 เทรนด์สำคัญเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดไอศกรีม ได้แก่ การใช้พลังแฟนคลับ, นวัตกรรมสินค้า, สินค้าพรีเมียมที่เข้าถึงได้ และการสร้างสมดุลระหว่างรสชาติกับสุขภาพ
- ไทยยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกไอศกรีมอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 12 ของโลก โดยมีตลาดส่งออกหลักในกลุ่มประเทศอาเซียนและเกาหลีใต้
- พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนไป โดยมองหาไอศกรีมที่ตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและดีต่อสุขภาพ แต่รสชาติและเนื้อสัมผัสยังเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ
- ตลาดไอศกรีมในไทยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะ 1.26 หมื่นล้านบาทในปี 2569 โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศร้อนและกำลังซื้อที่ฟื้นตัว
สมรภูมิไอศกรีมไม่ได้แข่งกันแค่ความเย็นดับร้อนอีกต่อไป สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดข้อมูลที่ชี้ว่า อุตสาหกรรมไอศกรีมไทยยังแข็งแกร่งในเวทีโลก แต่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกำลังบังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์
ปี 2568 ไทยส่งออกไอศกรีมมูลค่า 136.3 ล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อย 0.77% แต่ยังรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 12 ของโลกไว้ได้ ส่วนแบ่งราว 1.9% ของมูลค่าส่งออกไอศกรีมทั่วโลก ขณะที่กลุ่มผู้นำล้วนเป็นมหาอำนาจฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ
ประเทศในกลุ่มผู้นำตลาดล้วนเป็นมหาอำนาจฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฮังการี และสโลวีเนีย ตามลำดับ
ปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่ง 1.9 % ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลก โดยอาศัยความแข็งแกร่งในตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และเกาหลีใต้
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพของอุตสาหกรรมไอศกรีมไทยยังคงเป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้อย่างน่าจับตา
Euromonitor International คาดว่าปี 2569 ตลาดไอศกรีมไทยจะมีมูลค่าแตะ 1.26 หมื่นล้านบาท เติบโต 4% จากอากาศร้อนจัดตามอิทธิพลเอลนีโญและกำลังซื้อที่เริ่มฟื้น โดยไอศกรีมแบบรับประทานทันที (Impulse) ครองสัดส่วนยอดขายกว่า 90% ของตลาดรวม สะท้อนพฤติกรรมซื้อเติมความสดชื่นระหว่างวันผ่านร้านสะดวกซื้อและร้านโชห่วย
“นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้มุมมองว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง ผู้บริโภคยุคใหม่คาดหวังให้ไอศกรีมตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ
ดังนั้น การจะคว้าโอกาสและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ ผู้ผลิตจึงต้องศึกษาความต้องการของตลาดอย่างลึกซึ้งและพร้อมปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดย 4 เทรนด์สำคัญที่จะเป็นกุญแจขับเคลื่อนธุรกิจไอศกรีม ได้แก่
1. พลังแฟนคลับ: แข่งกันที่ "ประสบการณ์" ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ชอบลองและแชร์ลงโซเชียล แบรนด์จึงดึงศิลปิน T-Pop นักแสดงวัยรุ่น และอินฟลูเอนเซอร์ร่วมแคมเปญ
2. นวัตกรรมไม่หยุดนิ่ง: ไอศกรีมสไตล์เกล็ดน้ำแข็ง โมจิ แซนด์วิช เนื้อสัมผัสหลายชั้น และรสชาติ Limited Edition ที่หมุนเวียนสม่ำเสมอ กระตุ้นให้ลองและซื้อซ้ำ
3. พรีเมียมที่จับต้องได้ (Affordable Premium): ผู้บริโภคยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อ "รางวัลเล็ก ๆ" ทำให้มูลค่าตลาดขยายตัวเร็วกว่าปริมาณการขาย
4. รสชาติมาก่อนสุขภาพ ตัวเลือกลดน้ำตาล ลดไขมัน หรือมีผลไม้มากขึ้นได้รับความสนใจ แต่ความอร่อยและเนื้อสัมผัสยังชี้ขาด สินค้าที่ไปได้ดีคือ "รู้สึกผิดน้อยลงแต่ยังอร่อย" ส่วนแพลนต์เบสยังมีข้อจำกัดในการขยายสู่ตลาดกระแสหลัก
สำหรับโอกาสของไทย นายนันทพงษ์ มองว่า เกมการแข่งขันของตลาดไอศกรีมยุคใหม่ ได้ก้าวข้ามการต่อสู้ด้วยราคาและรสชาติแบบเดิม ๆ ไปแล้ว ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพร้อม “Shift” ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค
ไม่ว่าจะเป็นการนำนวัตกรรมมาใช้ ดึงพลังจากโซเชียลมีเดีย และรักษาสมดุลระหว่างความอร่อย ความคุ้มค่า และสุขภาพให้ลงตัว ธุรกิจที่สามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่า พัฒนาสินค้าได้ฉับไวทันเทรนด์ และชูเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่น จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน





