วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยส่งออกสินค้าเอไอ 22% ตามหลังมาเลเซียที่ 50% ธนาคารโลกชู “Small AI” ดันผลิตภาพ

รายงานอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ฉบับเดือน ต.ค. 2569 (East Asia and Pacific Economic Update: Riding the AI Wave) ของธนาคารโลก

ซึ่งตีพิมพ์ปีละสองครั้ง ได้วิเคราะห์ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจระยะใกล้ของภูมิภาค และบทบาทของเอไอในการพลิกโฉมกำลังแรงงานและเศรษฐกิจในอนาคต แม้ผลดังกล่าวจะยังกระจายตัวไม่ทั่วถึงก็ตาม

ดร.ฟรันซิสกา โอห์นซอร์เก (Franziska Ohnsorge) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารโลก เปิดเผยว่า ภาคการส่งออกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเอไอในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยการส่งออกสินค้าเอไอของเวียดนามมีสัดส่วน 30% ในปี 2569 เพิ่มจาก 19% ในปี 2568 ส่วนมาเลเซียอยู่ที่ 50% เพิ่มจาก 11% ไทยอยู่ที่ 22% เพิ่มจาก 13% จีนอยู่ที่ 9% เพิ่มจาก 2% ขณะที่อินโดนีเซียทรงตัวที่ 1%

“สอดคล้องกับทิศทางของภูมิภาคที่หลายประเทศเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2569 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการผลิตและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ตามการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ในระดับโลก” 

บทวิเคราะห์พิเศษของรายงานระบุว่า หลายประเทศได้ประโยชน์จากการเป็นผู้จัดหาสินค้าที่เป็นรากฐานของการลงทุนด้านเอไอที่พุ่งสูงทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีไปใช้ในระบบเศรษฐกิจโดยรวมยังเหลื่อมล้ำ แม้การใช้งานทั้งระดับบุคคลและภาคธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังตามหลังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนสูง ขาดแคลนบุคลากรเชี่ยวชาญ และมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

นายซาร์เวช ซูริ รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) กล่าวว่า แม้สินค้าเอไอจะมีสัดส่วนสูงในการส่งออกของฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย แต่การนำเอไอมาใช้เสริมศักยภาพธุรกิจกลับมีสัดส่วนน้อยมาก เช่น ไทยอยู่ที่ 12% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสหรัฐ ที่ 43% ทั้งที่เอไอช่วยลดต้นทุนและทลายข้อจำกัดทางการค้าได้

สาเหตุหลักคือข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้า เทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในมาเลเซียอยู่ที่ 98% สวนทางกับปาปัวนิวกินีที่ 19% นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านการเงิน ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และการขาดทักษะแรงงาน

“งานบางส่วนเป็นของภาครัฐ บางส่วนเอกชนต้องแสวงหาเอง ดังนั้นความร่วมมือทุกฝ่ายจึงต้องเกิดขึ้นและเริ่มดำเนินการทันที” 

นายมาเฮช อุตตัมจันดานี ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และเอเชียใต้ ธนาคารโลก กล่าวว่า ข้อจำกัดสำคัญคือความพร้อมของ “คน” แม้ผลสำรวจแรงงานกว่า 4,200 คนพบว่าแรงงานรุ่นใหม่กว่า 80% พร้อมทำงานร่วมกับเอไอ แต่แรงงานถึง 90% พบว่าทักษะที่มีอยู่และขีดความสามารถในการพัฒนายังห่างจากความคาดหวังของนายจ้าง

ธนาคารโลกจึงเสนอให้ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคใช้แนวทาง “Small AI” คือการรับมาใช้และปรับแต่งเทคโนโลยีเอไอที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเครื่องมือเอไอขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่จะได้ประโยชน์ในระยะสั้น แทนการไล่สร้างโมเดลแนวหน้า (frontier models) ด้วยตนเอง

เนื่องจาก Small AI มีต้นทุนต่ำกว่ามาก ให้ผลงานเทียบเท่าโมเดลขนาดใหญ่ในงานเฉพาะทางหลายประเภท และปรับให้เข้ากับภาษาและข้อมูลท้องถิ่นได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า เพราะโมเดลผ่านการฝึกมาแล้วบางส่วน จึงเหลือเพียงขั้นปรับแต่ง

“ตัวอย่างประเทศที่ประยุกต์ใช้ Small AI เช่น ฟิลิปปินส์นำมาช่วยบริหารการชลประทาน เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของเกษตรกรรายย่อย และจัดการการจองที่พักในพื้นที่ท่องเที่ยว ส่วนเวียดนามใช้ช่วยผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และตั้งราคาแบบไดนามิก” 

นายคาร์ลอส เฟลีเป ฮารามีโย รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า การที่ภูมิภาคเชื่อมโยงลึกเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าโลกและมีพลวัตทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ทำให้อยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของกิจกรรมเอไอทั่วโลก

“ความท้าทายสำคัญขณะนี้คือการต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิตสินค้าเอไอไปสู่การประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานที่ดีขึ้นให้ผู้คนนับล้าน หากประเทศต่าง ๆ ดำเนินการอย่างกล้าหาญตั้งแต่วันนี้ เอไอจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่เปิดโอกาสใหม่ เพิ่มรายได้ และนำไปสู่อนาคตที่มั่งคั่งยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน”

ไทยส่งออกสินค้าเอไอ 22% ตามหลังมาเลเซียที่ 50%     ธนาคารโลกชู “Small AI” ดันผลิตภาพ