คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จับมือ ซีพีเอฟ มุ่งใช้นวัตกรรมพันธุศาสตร์ยกระดับพันธุ์ปลาเศรษฐกิจ ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน แก้ปัญหาโรคระบาดและโลกร้อน พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมประมงไทยสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และซีพีเอฟลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อวิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจของไทย
- มีเป้าหมายเพื่อใช้เทคโนโลยีพันธุศาสตร์สร้างสายพันธุ์ที่โตเร็ว ทนโรค และทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
- เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงไทย ลดต้นทุนให้เกษตรกร และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสู่ตลาดโลก
ความท้าทายจากโลกร้อนและต้นทุนที่สูงขึ้น เร่งให้อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยต้องปรับตัว ด้วยการใช้นวัตกรรมพันธุศาสตร์คัดสายพันธุ์โตเร็ว ทนโรค พร้อมยกระดับสู่แปรรูปเพื่อสร้างความยั่งยืนในตลาดโลก
- ผสานพลังวิชาการและภาคเอกชน สู้ความท้าทายอุตสาหกรรมประมง
นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ รองประธานธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ซีพีเอฟ ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในแต่ละปีนับหมื่นล้านบาท และทำหน้าที่เป็นแหล่งโปรตีนหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารของคนในชาติ
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยความท้าทายรอบด้าน ทั้งสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ปัญหาโรคระบาดในสัตว์น้ำ คุณภาพน้ำที่ถดถอย ตลอดจนภาวะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน โครงสร้างการแข่งขันในตลาดโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประเทศคู่แข่งหลายประเทศได้เร่งลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างก้าวกระโดด
เพื่อรับมือกับวิกฤตและความท้าทายดังกล่าว การผสานความร่วมมือระหว่าง “สถาบันอุดมศึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ” และ “ภาคเอกชนชั้นนำที่มีศักยภาพด้านการผลิตและการตลาด” จึงเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และมีหมุดหมายที่สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของเกษตรกรไทย
"ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง ม.เกษตรศาสตร์ และ CPF จะสร้างคุณประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีต่อประชาชนและเกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป ประเทศชาติของเรายังต้องพึ่งพาเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง สัตว์น้ำ หรือเกษตรอุตสาหกรรม เรายังต้องพัฒนา เพราะถ้าเราไม่พัฒนา เราจะไปสู้กับหลายๆ ประเทศไม่ได้”
- ปลดล็อกข้อจำกัดพัฒนาสายพันธุ์ เร่งพัฒนาขีดความสามารถสู้ต่างชาติ
นายพงษ์ กล่าวว่า จากที่ได้ดูแลงานในหลายประเทศและเดินทางไปเห็นในหลายๆ แหล่งผลิต แต่ละปีประเทศเหล่านั้นทุ่มงบประมาณในการพัฒนาพอสมควร อย่างประเทศจีนที่มีการบริโภคกุ้งปีละ 3 ล้านตัน ในส่วนนี้ผลิตเอง 2 ล้านตัน นำเข้า 1 ล้านตัน นับเป็นมูลค่ามหาศาล เป็นโอกาสด้านการตลาดของไทย ดังนั้นไทยจึงต้องพัฒนาให้ทันญี่ปุ่น เวียดนาม อินเดีย ที่ไทยยังเทียบไม่ได้ ยังล้าหลังอยู่ จำเป็นต้องพัฒนาอีกมาก
ในส่วนของซีพีเอฟทำธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี มองเห็นทิศทางและทำมาต่อเนื่อง แต่การพัฒนาสายพันธุ์จำเป็นต้องอาศัยมหาวิทยาลัย เพราะเอกชนไม่สามารถนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากหลายๆ ประเทศเข้ามาพัฒนาเองได้ง่ายๆ มีข้อจำกัดสูง การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยจะช่วยปลดล็อกตรงนี้ พันธุ์ปลาไทยมีความหลากหลายมาก ทั้งปลาน้ำเค็ม ปลาน้ำจืด การพัฒนาเพื่อส่งออกและการทำเกษตรอุตสาหกรรมยังสร้างรายได้ให้ประเทศได้อีกมหาศาล
- พัฒนาสายพันธุ์ลดต้นทุน ชูแปรรูปแก้ปัญหาราคาตกและเพิ่มโอกาสส่งออก
นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสัตว์น้ำครบวงจรเขตประเทศไทย และรองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า การที่ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำของไทยจะอยู่รอดได้ ต้องมีสายพันธุ์ที่ดี เมื่อมีพันธุ์ที่ดี สิ่งที่จะตามมาคือ ปลาโตไว อัตรารอดสูง และทนต่อสภาพแวดล้อมหรือโรคระบาดใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำลง ทำให้เกษตรกรสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
สำหรับผลผลิตปลาของไทย ส่วนใหญ่ยังใช้บริโภคภายในประเทศ เช่น ปลาสลิด ปลาช่อน ปลานิล ปลาทับทิม ดังนั้นเมื่อผลผลิตมากขึ้น ปลาไม่มีคุณภาพ ตัวเล็กราคาก็ตกลง แนวทางแก้ไขคือการส่งเสริมให้เลี้ยงปลาขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อนำมาผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น การทำแล่เนื้อชิ้น ผลิตภัณฑ์พร้อมทาน ซึ่งจะช่วยตัดปัญหาเรื่องก้างปลา ทำให้เด็กและผู้บริโภคทานได้ง่ายขึ้น ได้รับโปรตีนคุณภาพสูงและโอเมก้า 3 ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าปลานิลมีโปรตีนและโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้ปลาแซลมอน นอกจากการบริโภคในประเทศแล้ว การแปรรูปยังช่วยเปิดประตูสู่การส่งออกอีกด้วย
- วางระบบจัดการน้ำขจัดกลิ่นโคลน สู่เป้าหมายประมงคาร์บอนต่ำ (Net Zero)
อย่างไรก็ตาม ปัญหาปลาของไทยยังมีกรณีกลิ่นโคลนที่แก้ได้ยาก ทำให้เมื่อนำไปประกอบอาหารแนวตะวันตกทำให้มีกลิ่น ซึ่งเรื่องนี้เกิดจากแพลงก์ตอนและการจัดการน้ำในบ่อเลี้ยง ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการส่งออก จึงต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิชาการจาก ม.เกษตรศาสตร์ เข้ามาช่วยวางระบบการจัดการคุณภาพน้ำและการเลี้ยงที่ถูกต้อง เพื่อขจัดปัญหากลิ่นโคลนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้การเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยยังต้องคำนึงถึงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในส่วนนี้ซีพีเอฟมีเป้าหมายชัดเจนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) สำหรับภาคการประมง การเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำต้องเริ่มจากการใช้ระบบน้ำหมุนเวียน ไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก ลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำ และลดระยะเวลาการเลี้ยงลง หากสายพันธุ์ปลาโตเร็วขึ้น จากเดิมเคยเลี้ยง 6 เดือน ลดเหลือ 4-5 เดือน การใช้อาหาร พลังงาน และการสร้างคาร์บอนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเราต้องนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปถ่ายทอดให้เกษตรกรอย่างจริงจัง
- นวัตกรรมพันธุศาสตร์แม่นยำ คำตอบรับมือ Climate Change
ศ.ดร.สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า MOU ครั้งนี้มุ่งเน้นพัฒนาปลาเศรษฐกิจหลัก เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลากะพงขาว และปลาทะเลอื่นๆ โดยใช้เทคโนโลยีพันธุศาสตร์ชั้นสูงในการคัดเลือกลักษณะเด่น เช่น โตเร็ว อัตรารอดสูง โครงร่างให้เนื้อมาก หัวเล็ก เนื้อเยอะ ซึ่งตรงกับความต้องการของโรงงานแปรรูปและผู้บริโภค ต่างจากการพัฒนาพันธุ์แบบโบราณที่ใช้เวลานาน การใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรม จะช่วยให้การคัดพันธุ์มีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้นอย่างมาก
“โจทย์ใหญ่ของเกษตรกรคือต้นทุนค่าอาหารและการใช้เวลาเลี้ยง หากเราปรับปรุงพันธุ์ให้ปลาอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) ดีขึ้น และเติบโตเร็วขึ้น ระยะเวลาการเลี้ยงที่ลดลงจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องโรคระบาด ลดค่าแรง และลดปริมาณอาหารที่ต้องใช้ ส่งผลให้ต้นทุนรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เกษตรกรจึงมีกำไรและมีความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น”
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Climate Change ทำให้อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น ร้อนขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำ ในธรรมชาติ สัตว์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะทยอยสูญพันธุ์ไป แต่ในการเพาะเลี้ยง ได้ใช้เทคโนโลยีทางพันธุศาสตร์เข้ามาช่วย คัดเลือกสายพันธุ์ที่มียีนทนความร้อน ทนต่อสภาพน้ำเค็ม หรือทนต่อโรค เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
โครงการความร่วมมือวิจัยปรับปรุงพันธุกรรมสัตว์น้ำระหว่างคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ซีพีเอฟ ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการทั่วไป แต่คือ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของอุตสาหกรรมประมงไทย การนำนวัตกรรมทางพันธุศาสตร์มาผสานกับประสบการณ์ภาคการผลิตและการตลาด จะช่วยสร้างพันธุ์สัตว์น้ำที่ “โตเร็ว อัตรารอดสูง ทนโรค และทนต่อโลกร้อน” ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนในอนาคต





