สนค.เผยเงินเฟ้อเดือน ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้น 2.82% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อาหารสดและอาหารสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นตามต้นทุนการผลิต ดันเงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือนเพิ่ม 1.54% พร้อมปรับกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีเป็น 1.8-2.2% จากเดิม 1.5-2.5% ด้านน้ำท่วมคาดกระทบเงินเฟ้อไม่มาก เพิ่มขึ้นเพียง 0.1%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินเฟ้อเดือน ก.ย. สูงขึ้น 2.82% โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความยึดเยื้อ ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารสด อาทิ ไข่ไก่ ไก่สด ผักสด
ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค.- ก.ย. ) ของปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 1.54%
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยเมื่อเทียบจาก 139 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ไทยอยู่อันดับที่ 39 และเป็นอันดับที่ 5 ในกลุ่มประเทศอาเซียน (สูงกว่าบรูไน, มาเลเซีย, สิงคโปร์ แต่ต่ำกว่าอินโดนีเซีย, กัมพูชา, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว)
ทั้งนึ้เงินเฟ้อเดือน ก.ย. สูงขึ้น 2.82% มาจาก หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับสูงขึ้น 0.18% โดยสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวสารเจ้า, ไข่ไก่, ไก่สด และเนื้อสุกร ขณะที่สินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ แตงกวา, มะละกอดิบ, ผักคะน้า และซอสหอยนางรม
หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ปรับสูงขึ้น 0.3% เป็นผลมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าเช่าบ้าน และค่าทัศนาจรต่างประเทศ ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า, ค่าบริการล้างแอร์, ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่ม
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สนค. ได้ทำการปรับกรอบประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จากเดิม 1.5% – 2.5% เป็น 1.8% – 2.2% (โดยมีค่ากลางคงเดิมที่ประมาณ 2.0%) เนื่องมาจากราคาพลังงานที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหมวดพลังงานถือเป็นปัจจัยหลักที่สมทบ (Contribution) ในอัตราเงินเฟ้อถึง 1.85 หรือคิดเป็นกว่า 60%
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนุนเงินเฟ้อช่วงที่เหลือของปี ทั้งเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป ผลกระทบโดยตรงจากค่าเดินทาง รวมถึงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อผลผลิตเกษตร และความต้องการผักสดในช่วงเทศกาลกินเจ ขณะที่ปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อลดลงได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนบุคคลที่มีแนวโน้มลดลง
นายนันทพงษ์ ระบุว่า ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 พบว่า ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม เงินเฟ้อไม่ได้ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังน้ำท่วมเงินเฟ้อกลับปรับตัวลดลง เนื่องจากครัวเรือนต้องนำเงินไปซ่อมแซมบ้านเรือนและรายได้ที่สูญหาย ส่งผลให้การใช้จ่ายจริงของครัวเรือนลดลงถึง 29.7% ซึ่งกลายมาเป็นตัวกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดมา
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน สนค. ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อภาพรวมค่อนข้างน้อย โดยดันเงินเฟ้อขึ้นเพียง 0.1% เท่านั้น โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ผักสด (ผักใบอ่อนและพืชอายุสั้น) ในพื้นที่เพาะปลูกหลักภาคกลางและภาคตะวันตก เช่น ปทุมธานี, นนทบุรี, ลพบุรี, อยุธยา, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครราชสีมา





