กรุงเทพธุรกิจ จับมือ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เสนอแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชัน ชู "ความโปร่งใส" เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
KEY POINTS
- แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กำหนดให้ "การปฏิรูปภาครัฐ" เป็นหนึ่งในเสาหลัก โดยชู "ความโปร่งใส" เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
- ข้อมูลจาก OECD ชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญของภาครัฐไทย คือ มีกฎระเบียบที่ดีแต่การบังคับใช้จริงยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการล็อบบี้
- เสนอแนวทางการปฏิรูป 3 ด้านเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ได้แก่ การลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่, การใช้รัฐบาลดิจิทัลลดการผูกขาด และการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ
- การที่ไทยกำลังจะเข้าเป็นสมาชิก OECD และ OGP ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้โปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
“กรุงเทพธุรกิจ” และศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมนำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันในไทยที่เป็นกับดักสำคัญของประเทศ
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ร่วมนำเสนอประเด็นกรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะใช้ระหว่าง พ.ศ.2571-2575 มีการวางการพัฒนาไว้บน 5 เสาหลัก โดยหนึ่งในนั้นคือ “การปฏิรูปภาครัฐ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จของการปฏิรูปด้านอื่นทั้งหมด
โจทย์สำคัญ คือ ภาครัฐไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่โครงสร้างที่มีความซ้ำซ้อน กระบวนการตัดสินใจที่ใช้เวลานาน การรวมศูนย์อำนาจ ไปจนถึงข้อจำกัดด้านการคลัง
ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนและภาคธุรกิจต่อบริการภาครัฐกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ แผนฉบับนี้ไม่ได้มองการปฏิรูปภาครัฐเพียงในความหมายของการ “ลดขนาดราชการ” แต่หมายถึงการสร้างรัฐที่เล็กลงในส่วนที่ไม่จำเป็น ทำงานเร็วขึ้น ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมากขึ้น มีบุคลากรมืออาชีพ และที่สำคัญคือต้องสามารถถูกตรวจสอบได้
ความโปร่งใสเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ
ประเด็น “ความโปร่งใส” จึงไม่ควรถูกแยกออกเป็นเพียงนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน เพราะแท้จริงแล้วเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ การลงทุน และประสิทธิภาพของรัฐ OECD ระบุว่าระบบภาครัฐที่โปร่งใสและมีความซื่อตรงมีส่วนสนับสนุนการแข่งขัน การลงทุน ประสิทธิภาพภาครัฐ และความเชื่อมั่นของประชาชน
ข้อมูลล่าสุดยิ่งสะท้อนช่องว่างที่ไทยต้องเร่งแก้ไข รายงาน Advancing Public Integrity in Thailand ปี 2026 ของ OECD พบว่า ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ไทยทำได้ค่อนข้างดีในระดับ “กฎระเบียบ” โดยผ่านเกณฑ์ 78% ใกล้ค่าเฉลี่ย OECD ที่ 80% แต่เมื่อลงไปดูการปฏิบัติจริงกลับผ่านเกณฑ์เพียง 11% ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 45%
ส่วนการกำกับกิจกรรมล็อบบี้ ไทยผ่านเกณฑ์ด้านกฎระเบียบเพียง 20% และด้านการปฏิบัติ 0% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 43% และ 38% ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนปัญหาสำคัญของไทยว่า หลายเรื่องไม่ได้ขาด “กฎหมาย” แต่ขาดกลไกที่ทำให้กฎหมายเกิดผลจริง
การปฏิรูป 3 ด้านลดคอร์รัปชัน
ฉะนั้น การปฏิรูปจึงอาจต้องเดินพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ลดดุลพินิจ ลดการผูกขาด และเพิ่มความรับผิดชอบ
ด้านที่ 1 การทบทวนกฎหมาย ใบอนุญาต และขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อลดพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจโดยไม่มีความจำเป็น
ด้านที่ 2 การใช้รัฐบาลดิจิทัลลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ขอรับบริการในขั้นตอนที่ไม่จำเป็น พร้อมออกแบบระบบให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ด้านที่ 3 การเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้สังคมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลนิติบุคคล ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์และทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งที่กฎหมายกำหนด
สำหรับจังหวะของแผน 14 ยังสอดคล้องกับพัฒนาการสำคัญอีกสองเรื่องที่คนไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด คือ กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการเข้าร่วม Open Government Partnership หรือ OGP เพราะทั้งสองกระบวนการเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐไทย
ทั้งด้านความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน การจัดซื้อจัดจ้าง และการมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือช่วยกันติดตามดูว่า รัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปเปลี่ยนแปลงหรือปรับกฎหมายและวิธีทำงานอย่างไร ข้อมูลของรัฐเปิดเผยมากขึ้นหรือไม่ และประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด
รัฐบาลต้องเร่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
นี่จึงเป็นเรื่องที่ประชาชน สื่อ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคประชาสังคมควรร่วมกันติดตามอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลเองควรเร่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ตั้งแต่การเปิดชุดข้อมูลสำคัญเพื่อป้องกันคอร์รัปชัน การผลักดันหลัก “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” ไปจนถึงการกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนการปฏิบัติจริง
ขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถใช้กรอบ OECD และ OGP เป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามและติดตามความคืบหน้าของรัฐบาลได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การปฏิรูปภาครัฐจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้วัดจากจำนวนแผนหรือคำมั่นที่ประกาศไว้
แต่ต้องวัดจากว่า คนไทยเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ตรวจสอบการใช้อำนาจได้ง่ายขึ้น และมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจสาธารณะได้มากน้อยเพียงใด นี่คือสิ่งสำคัญที่ควรเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของการปฏิรูปภาครัฐ





