วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘แอร์คาร์โก’โตเด่น4.4% ลุ้น‘พีค ซีซัน’โกยรายได้ ผู้ส่งออกชี้น้ำท่วมซ้ำปมคลังสินค้าสุวรรณภูมิแออัด

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA ระบุเมื่อ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ว่า ความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศ หรือ Air Cargo ปรับตัวสูงขึ้น 4.4% เมื่อเทียบปีต่อปีในเดือนส.ค. 2569 เป็นการเติบโตในทุกภูมิภาคขณะขีดความสามารถในการรองรับ หรือ capacity พบว่าลดลงโดยเฉลี่ยที่ 0.1%

IATA ชี้ว่า ความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศที่แข็งแกร่งนี้ รวมถึงอัตราการบรรทุกสินค้า หรือ load factor ที่สูงขึ้นช่วยให้สายการบินสามารถชดเชยต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษได้บางส่วน  

"ส่งให้ด้านรายได้ต่อหน่วย หรือ yields ก็พบว่า  ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ในขณะที่การเติบโตของการค้าสินค้าทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไป ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในขณะที่ช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด (peak season) ในช่วงปลายปีกำลังใกล้เข้ามา” 

      มารี โอเวนส์ ทอมเซน รองประธานอาวุโสฝ่ายความยั่งยืนและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IATA กล่าวว่า การค้าโลกที่ขยายตัว 6.0% เมื่อเทียบปีต่อปีในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 33 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนขณะที่ ราคาเชื้อเพลิงอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น 8.3% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนในเดือนส.ค.และสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 79.2% 

ทั้งนี้ กิจกรรมการผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นในเดือนส.ค. โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตทั่วโลกปรับตัวขึ้น 0.3 จุด มาอยู่ที่ระดับ 53.0 ในขณะที่ดัชนีคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ปรับตัวขึ้น 1.4 จุด มาอยู่ที่ระดับ 51.4 ซึ่งตัวชี้วัดทั้งสองยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศ

ผลการดำเนินงานรายภูมิภาคส.ค. 

สายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีอัตราการเติบโตของความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศอยู่ที่ 4.3% เมื่อเทียบปีต่อปีในเดือนส.ค.โดยขีดความสามารถในการรองรับเพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบปีต่อปี

สายการบินในภูมิภาคอเมริกาเหนือมีความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 6.6%ซึ่งถือเป็นผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาทุกภูมิภาค ในขณะที่ขีดความสามารถในการรองรับลดลง 2.5%

สายการบินในภูมิภาคยุโรปมีความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 4.1% โดยขีดความสามารถในการรองรับลดลง 3.5%

สายการบินในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 1.0% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในบรรดาทุกภูมิภาค แต่ขีดความสามารถในการขนส่งเพิ่มขึ้น 3.3%

สายการบินในภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียนมียอดความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 5.1%  โดยขีดความสามารถในการขนส่งเพิ่มขึ้น 3.3%

สายการบินในแอฟริกามียอดความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 3.0% โดยขีดความสามารถในการขนส่งเพิ่มขึ้น 14.0%

 

ขนส่งทางอากาศแหล่งรายได้สายการบิน

“ผลการดำเนินงานด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศมีความแตกต่างกันไปตามเส้นทางการค้าหลักในเดือนส.ค. โดยเส้นทางเอเชีย–อเมริกาเหนือมีการเติบโตสูงสุด รองลงมาคือเส้นทางภายในภูมิภาคเอเชีย เส้นทางยุโรป–อเมริกาเหนือ และเส้นทางยุโรป–เอเชีย ในทางตรงกันข้าม เส้นทางที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอ่าวอาหรับยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง”

อย่างไรก็ตามในส่วนของประเทศไทยพบว่า ฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลังสินค้ารายใหญ่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 28 ก.ย.  2569 เวลา 20.15 น. โดย “ขอความร่วมมือจากลูกค้าผู้ใช้บริการทุกท่านในการจำกัดและชะลอปริมาณการนำส่งสินค้าขาออกในระหว่างวันที่ 29 ก.ย. – 3 ต.ค. 2569 เพื่อช่วยลดปริมาณสินค้าคงค้าง เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้า และสนับสนุนการให้บริการสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด” นั้น

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)  กล่าวว่าแม้ว่าเหตุในการออกประกาศนี้เกิดจากเหตุภัยพิบัติในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้พนักงานไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานในพื้นที่คลังสินค้าได้ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าคลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเผชิญปัญหาความแออัดของพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะปริมาณสินค้าที่ใช้บริการมีการเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในช่วงปลายปี 2568 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)  ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าก่อนรับบรรทุกให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ทำให้เกิดปัญหาความแออัดในพื้นที่คลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีความเสี่ยงต่อการตกเครื่องของสินค้าขาออก และบางกรณีใช้เวลาในการนำสินค้าขาเข้า (วัตถุดิบ) ออกจากพื้นที่ไปยังโรงงานถึงประมาณ 7 วันทำการ มีผลต่อความต่อเนื่องของการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก

ผู้ส่งออกชี้คลังสินค้าสุวรรณภูมิแออัด 

ทั้งนี้ ปัญหาความแออัดของพื้นที่คลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แม้ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ต้องไม่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น โดยรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องดำเนินการแก้ไขเชิงโครงสร้างเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนของผู้ส่งออกไทยที่บางส่วนมีการใช้บริการส่งออกและนำเข้าทางอากาศผ่านท่าอากาศสุวรรณภูมิมีข้อเสนอแนะสำคัญ ประกอบด้วย 1. ในระยะสั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT จำเป็นต้องจัดหาช่องทางและพื้นที่สำหรับรองรับสินค้าเพิ่มเติม เพื่อทุเลาปัญหาความแออัดของพื้นที่คลังสินค้าในปัจจุบัน ขณะที่กพท.ควรพิจารณาการลดหย่อนขั้นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ แต่ยังสามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยสากลไว้

       2. ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของ ICAO แต่เนื่องจากข้อจำกัดเชิงพื้นที่ของคลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงจำเป็นต้อง “สนับสนุนการลงทุนในเครื่องมือตรวจสอบสินค้าที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และเพียงพอต่อความต้องการ อาทิ เครื่องตรวจจับร่องรอยสารระเบิด (Explosive Trace Detection: ETD) และสุนัขตรวจค้นวัตถุระเบิด (Explosive Detection Dog: EDD)” และ “จัดให้มีพื้นที่คลังสินค้าแห่งใหม่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” หรือ “จัดตั้งศูนย์ตรวจความปลอดภัยนอกท่าอากาศยาน (Off-site Screening) โดยสินค้าที่ตรวจแล้วจะถูกซีลและวิ่งเข้าสู่ ‘Green Lane’ ในสนามบินได้โดยไม่ต้องรอคิวตรวจสอบสินค้าอีกครั้ง” จะทำให้ลดกิจกรรมและการใช้พื้นที่ในคลังสินค้าของท่าอากาศยานลงและทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น

กพท.จับมือเอกชนเร่งเคลียร์สินค้าตกค้าง

3. เร่งรัดการดำเนินโครงการตามมาตรฐานความปลอดภัยของ ICAO เพื่อให้ผู้ส่งออกได้รับการรับรองมาตรฐานเป็น Known Consignor (KC) และให้ผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศและผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องได้รับการรับรองมาตรฐานเป็น Regulated Agent (RA) ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชนการขนส่งทางอากาศ

4. เร่งพัฒนาระบบ National Cargo Community System (NCCS) ให้เป็น Platform ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสถานะสินค้าแบบ Real-time Visibility และบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม

 พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยหลังลงพื้นที่และประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ บริเวณคลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสินค้าทางอากาศตกค้าง ร่วมกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ผู้แทนจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ (TAFA) ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และบริษัท บริการภาคพื้นท่าอากาศยานกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (Bangkok Flight Service-BFS) เข้าร่วมหารือ ว่า  เป้าหมายสำคัญในขณะนี้คือทำให้การขนส่งสินค้าทางอากาศสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก แม้ในช่วงที่ทรัพยากรบางส่วนยังมีข้อจำกัด เราจึงต้องนำศักยภาพของทุกหน่วยงานมาช่วยกัน ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ พื้นที่ และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งระบายสินค้าที่ตกค้างและทำให้ระบบกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพราะ Air Cargo เป็นส่วนสำคัญของระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจของประเทศ

‘แอร์คาร์โก’โตเด่น4.4% ลุ้น‘พีค ซีซัน’โกยรายได้     ผู้ส่งออกชี้น้ำท่วมซ้ำปมคลังสินค้าสุวรรณภูมิแออัด