รองผู้อำนวยการ OECD ชี้ “คอร์รัปชัน” เป็นต้นทุนเศรษฐกิจ กระทบความเชื่อมั่นและความสามารถแข่งขัน ขณะไทยเดินหน้ากระบวนการเข้า OECD ด้านธรรมาภิบาล ด้าน กกร.เร่ง “Zero Corruption” เปลี่ยนจาก Policy สู่ Action หลังพบกฎ Conflict of Interest ไทยมีคะแนน 78% ใกล้ค่าเฉลี่ย OECD 80% แต่การบังคับใช้จริงอยู่เพียง 11% เทียบ OECD 45%
KEY POINTS
- ปัญหาคอร์รัปชันถูกมองเป็น "ต้นทุนทางเศรษฐกิจ" ที่กระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
- OECD ชี้ว่าความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และลดต้นทุนในการทำธุรกิจ
- แม้กรอบกฎหมายด้านการต่อต้านทุจริตของไทยจะใกล้เคียงมาตรฐาน OECD แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่ "การบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ" ซึ่งไทยยังมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญ
- ข้อเสนอแนะจาก OECD คือไทยควรเร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของภาครัฐ และพัฒนาระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
"ปัญหาคอร์รัปชัน" กำลังถูกยกระดับจากประเด็นด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล ไปสู่ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่กระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมาตรฐานด้านความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และการกำกับดูแลภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุน
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นเป็นโจทย์สำคัญในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” ซึ่งจัดโดยคณะทำงาน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย
เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงแนวนโยบายการป้องกันและต่อต้านการทุจริตไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระดมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและแข่งขันได้
งานครั้งนี้ยังจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการขับเคลื่อน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 โดยมีเป้าหมายผลักดันความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในเชิงระบบ ขณะที่ กกร. ได้จัดเวทีและกิจกรรมเกี่ยวกับ Zero Corruption อย่างต่อเนื่องในปี 2569 ทั้งการทำงานร่วมกับภาครัฐและการนำ Data และเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการปฏิรูปความโปร่งใส
นายยานอส เบอร์ทอค (János Bertók) รองผู้อำนวยการฝ่ายการกำกับดูแลภาครัฐ OECD กล่าวว่า ความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐ (Public Integrity) ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านธรรมาภิบาล แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน
ในมุมมองของ OECD ระบบความซื่อสัตย์ที่เข้มแข็งช่วยป้องกันการทุจริต การฉ้อโกง และการสูญเสียทรัพยากร สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐและระบบเศรษฐกิจ
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเสียหายของงบประมาณภาครัฐ แต่เชื่อมโยงไปถึงภาคธุรกิจโดยตรง เพราะเมื่อการตัดสินใจของรัฐขาดความโปร่งใส ต้นทุนในการทำธุรกิจจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การแข่งขันอาจถูกบิดเบือนจากกลไกตลาด
ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีสะท้อนว่า บริษัทประมาณ 1 ใน 4 แห่งทั่วโลกมองว่าการทุจริตเป็นข้อจำกัดสำคัญหรือรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่มีการประเมินว่าองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วโลกสูญเสียรายได้ประมาณ 5% ต่อปีจากการทุจริตในองค์กร สะท้อนว่า “ความโปร่งใส” จึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจ
อีกโจทย์ที่ OECD ให้น้ำหนักคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับความซื่อสัตย์สุจริตของภาครัฐ
เมื่อประชาชนหรือภาคธุรกิจไม่มั่นใจว่าการตัดสินใจของภาครัฐจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อสถาบันและนโยบายภาครัฐย่อมได้รับผลกระทบ
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะความไว้วางใจเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการทำธุรกรรมและการลงทุน หากกฎเกณฑ์และการบังคับใช้ถูกมองว่าไม่แน่นอนหรือไม่เป็นกลาง ภาคธุรกิจย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ OECD ยังให้น้ำหนักกับ ระบบยุติธรรมที่เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในฐานะส่วนประกอบสำคัญของระบบ Public Integrity เพราะทำให้กฎเกณฑ์ได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจัง ข้อพิพาทได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม และหน่วยงานรัฐสามารถถูกตรวจสอบและรับผิดชอบได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมและเอื้อต่อตลาดและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ Transcript OECD
ในส่วนของประเทศไทย OECD ประเมินว่า ไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐ ทั้งผ่านยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริต การเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงานเฉพาะด้าน พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายด้านการจัดซื้อจัดจ้าง สิทธิในทรัพย์สิน การแข่งขัน และกระบวนการยุติธรรม โดยกรอบกฎหมายไทยด้าน การขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ผ่านเกณฑ์ของ OECD เฉลี่ย 78% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 80% สะท้อนว่ากรอบกฎหมายของไทยในภาพรวมมีความใกล้เคียงกับมาตรฐาน OECD แล้ว
อย่างไรก็ตาม “ช่องว่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีกฎ แต่คือการนำกฎไปปฏิบัติ” โดยไทยผ่านเกณฑ์ด้านการนำกฎเรื่อง Conflict of Interest ไปใช้จริงเพียง 11% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 45% ดังนั้นโจทย์ระยะต่อไปคือทำให้กฎเกณฑ์ถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และเป็นกลาง พร้อมฝังมาตรฐานด้านความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวันของหน่วยงานภาครัฐ
ทั้งนี้ OECD เสนอให้ไทยเร่งดำเนินการในหลายด้าน ได้แก่ การยกระดับระบบติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์ด้านความซื่อสัตย์สุจริต การสร้างความสอดคล้องของมาตรการทางวินัย การเพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐ และการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดย OECD พร้อมสนับสนุนไทยทั้งในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกและความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลในระยะต่อไป
หากไทยต้องการให้เข้าเป็นสมาชิก OECD คอร์รัปชั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญของไทยที่จะก้าวข้ามก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD





