วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คอร์รัปชั่น' ต้นทุนทางเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่เข้า OECD

รองผู้อำนวยการ OECD ชี้ “คอร์รัปชัน” เป็นต้นทุนเศรษฐกิจ กระทบความเชื่อมั่นและความสามารถแข่งขัน ขณะไทยเดินหน้ากระบวนการเข้า OECD ด้านธรรมาภิบาล ด้าน กกร.เร่ง “Zero Corruption” เปลี่ยนจาก Policy สู่ Action หลังพบกฎ Conflict of Interest ไทยมีคะแนน 78% ใกล้ค่าเฉลี่ย OECD 80% แต่การบังคับใช้จริงอยู่เพียง 11% เทียบ OECD 45%

KEY POINTS

  • ปัญหาคอร์รัปชันถูกมองเป็น "ต้นทุนทางเศรษฐกิจ" ที่กระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญของไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
  • OECD ชี้ว่าความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และลดต้นทุนในการทำธุรกิจ
  • แม้กรอบกฎหมายด้านการต่อต้านทุจริตของไทยจะใกล้เคียงมาตรฐาน OECD แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่ "การบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ" ซึ่งไทยยังมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญ
  • ข้อเสนอแนะจาก OECD คือไทยควรเร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของภาครัฐ และพัฒนาระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

"ปัญหาคอร์รัปชัน" กำลังถูกยกระดับจากประเด็นด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล ไปสู่ “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่กระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมาตรฐานด้านความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และการกำกับดูแลภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุน

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นเป็นโจทย์สำคัญในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” ซึ่งจัดโดยคณะทำงาน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงแนวนโยบายการป้องกันและต่อต้านการทุจริตไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระดมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและแข่งขันได้

งานครั้งนี้ยังจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการขับเคลื่อน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 โดยมีเป้าหมายผลักดันความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในเชิงระบบ ขณะที่ กกร. ได้จัดเวทีและกิจกรรมเกี่ยวกับ Zero Corruption อย่างต่อเนื่องในปี 2569 ทั้งการทำงานร่วมกับภาครัฐและการนำ Data และเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการปฏิรูปความโปร่งใส

'คอร์รัปชั่น' ต้นทุนทางเศรษฐกิจไทย โจทย์ใหญ่เข้า OECD

นายยานอส เบอร์ทอค (János Bertók) รองผู้อำนวยการฝ่ายการกำกับดูแลภาครัฐ OECD กล่าวว่า  ความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐ (Public Integrity) ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านธรรมาภิบาล แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน

ในมุมมองของ OECD ระบบความซื่อสัตย์ที่เข้มแข็งช่วยป้องกันการทุจริต การฉ้อโกง และการสูญเสียทรัพยากร สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐและระบบเศรษฐกิจ

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเสียหายของงบประมาณภาครัฐ แต่เชื่อมโยงไปถึงภาคธุรกิจโดยตรง เพราะเมื่อการตัดสินใจของรัฐขาดความโปร่งใส ต้นทุนในการทำธุรกิจจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การแข่งขันอาจถูกบิดเบือนจากกลไกตลาด

ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีสะท้อนว่า บริษัทประมาณ 1 ใน 4 แห่งทั่วโลกมองว่าการทุจริตเป็นข้อจำกัดสำคัญหรือรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่มีการประเมินว่าองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วโลกสูญเสียรายได้ประมาณ 5% ต่อปีจากการทุจริตในองค์กร สะท้อนว่า “ความโปร่งใส” จึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพและต้นทุนทางเศรษฐกิจ

อีกโจทย์ที่ OECD ให้น้ำหนักคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับความซื่อสัตย์สุจริตของภาครัฐ

เมื่อประชาชนหรือภาคธุรกิจไม่มั่นใจว่าการตัดสินใจของภาครัฐจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อสถาบันและนโยบายภาครัฐย่อมได้รับผลกระทบ

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะความไว้วางใจเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการทำธุรกรรมและการลงทุน หากกฎเกณฑ์และการบังคับใช้ถูกมองว่าไม่แน่นอนหรือไม่เป็นกลาง ภาคธุรกิจย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ OECD ยังให้น้ำหนักกับ ระบบยุติธรรมที่เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในฐานะส่วนประกอบสำคัญของระบบ Public Integrity เพราะทำให้กฎเกณฑ์ได้รับการบังคับใช้อย่างจริงจัง ข้อพิพาทได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม และหน่วยงานรัฐสามารถถูกตรวจสอบและรับผิดชอบได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมและเอื้อต่อตลาดและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ Transcript OECD

ในส่วนของประเทศไทย OECD ประเมินว่า ไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐ ทั้งผ่านยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริต การเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงานเฉพาะด้าน พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายด้านการจัดซื้อจัดจ้าง สิทธิในทรัพย์สิน การแข่งขัน และกระบวนการยุติธรรม โดยกรอบกฎหมายไทยด้าน การขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ผ่านเกณฑ์ของ OECD เฉลี่ย 78% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 80% สะท้อนว่ากรอบกฎหมายของไทยในภาพรวมมีความใกล้เคียงกับมาตรฐาน OECD แล้ว

อย่างไรก็ตาม “ช่องว่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีกฎ แต่คือการนำกฎไปปฏิบัติ” โดยไทยผ่านเกณฑ์ด้านการนำกฎเรื่อง Conflict of Interest ไปใช้จริงเพียง 11% เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 45% ดังนั้นโจทย์ระยะต่อไปคือทำให้กฎเกณฑ์ถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และเป็นกลาง พร้อมฝังมาตรฐานด้านความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวันของหน่วยงานภาครัฐ

ทั้งนี้ OECD เสนอให้ไทยเร่งดำเนินการในหลายด้าน ได้แก่ การยกระดับระบบติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์ด้านความซื่อสัตย์สุจริต การสร้างความสอดคล้องของมาตรการทางวินัย การเพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจของรัฐ และการพัฒนาระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดย OECD พร้อมสนับสนุนไทยทั้งในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกและความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลในระยะต่อไป

หากไทยต้องการให้เข้าเป็นสมาชิก OECD   คอร์รัปชั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญของไทยที่จะก้าวข้ามก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD