"SME D Bank" เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไตรมาส 3 ปี 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.9 จาก 51.9 ในไตรมาสก่อนหน้า จากความกังวลเรื่องต้นทุนสินค้าและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบกำลังซื้อ แต่คาดว่าไตรมาส 4 ความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้นจากการเข้าสู่ไฮซีซัน
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว. ร่วมกับ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้จัดทำ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2569
สำรวจกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม จำนวน 400 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไตรมาส 3 ปี 2569 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 49.9 จากระดับ 51.9 ในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ผ่านมา
สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เปราะบาง เนื่องจากมีความกังวลต่อต้นทุนสินค้าและพลังงานเพิ่มขึ้น ส่งให้กำลังซื้อชะลอลง รวมถึงมาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอีของภาครัฐยังไม่ชัดเจนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังไม่ทั่วถึง
ทั้งนี้ ในกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อม (Small) แม้ค่าดัชนีจะปรับลดลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าว ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจที่ดีกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium)
ขณะที่รายอุตสาหกรรม พบว่า "ธุรกิจบริการ" มีความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 60.1 ตามด้วย บริการก่อสร้าง 55.4และการผลิต 52.8
ขณะที่คาดการณ์ ไตรมาส 4 ปี 2569 ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปรับเพิ่มขึ้น จากระดับ 49.9 เป็น 58.2 สะท้อนมุมมองทางธุรกิจที่ดีขึ้น จากคำสั่งซื้อที่คาดว่าจะฟื้นตัว
ส่งผลให้ผลประกอบการธุรกิจที่ปรับดีขึ้นชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนให้การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัว ได้แก่ ยอดขายและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น การเข้าสู่ช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) และภาพรวมการลงทุนของประเทศที่ขยายตัว
อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อต้นทุนการประกอบการที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อธุรกิจในระยะข้างหน้า
ส่วนความต้องการสินเชื่อในไตรมาส 4 ปี 2569 ส่วนใหญ่ต้องการเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องและลงทุนรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2569
นอกจากนั้น ผลสำรวจมุมมองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” พบว่า ส่วนใหญ่ระบุโครงการดังกล่าว ช่วยเพิ่มยอดขาย 5–20% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ รวมถึงมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลดีโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะต่อกลุ่ม Micro ที่มียอดขายและลูกค้าเพิ่มขึ้นชัดเจน
ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจอื่น ๆ ในระบบ โดยเฉพาะกลุ่ม Small แม้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการโดยตรง แต่ได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น สะท้อนประสิทธิภาพของมาตรการที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง
จากผลสำรวจดังกล่าว SME D Bank ได้จัดเตรียมสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนยกระดับปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด สร้างการเติบโตยั่งยืน รวมถึงรองรับการลงทุนช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยว
ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท
พร้อมทั้ง ปรับปรุงกฎระเบียบ ปลดล็อคอุปสรรค ควบคู่กับผ่อนปรน คุณสมบัติผู้กู้ และหลักประกัน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างรวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ ควบคู่มอบบริการด้านการพัฒนา เพิ่มศักยภาพปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต





