น้ำท่วมเริ่มกระทบภาคการผลิต ส.อ.ท.ชี้เบื้องต้นเสียหายพันล้าน กระทบโลจิสติกส์ โรงงาน นิคมฯ เร่งสำรวจโรงงานเสียหายในภาคกลาง กนอ.สั่งนิคมฯ ในอยุธยาเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ สทนช.ระดมทุกหน่วยผลักดันน้ำลงอ่าวไทย บริหารจัดการเชื่อมรายลุ่มน้ำ “เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์” หน่วงน้ำตอนบน
KEY POINTS
- ส.อ.ท. ประเมินความเสียหายเบื้องต้นในภาคการผลิตจากน้ำท่วมแล้ว 1,018 ล้านบาท โดยกระทบทั้งโรงงาน, โลจิสติกส์, เครื่องจักร และ Supply Chain
- นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะเฟส 7, 8, 9 และ 10 เนื่องจากเขื่อนดินแตกทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมสูง 30-70 ซม. เบื้องต้นพบโรงงานเสียหาย 34 แห่ง
- การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สั่งการให้นิคมฯ ที่มีความเสี่ยงทุกแห่งทดสอบระบบป้องกันน้ำท่วมเต็มรูปแบบ (Full Test) และส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำนอกนิคมฯ
- กนอ. สั่งให้นิคมฯ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเตรียมแผนรับมือน้ำเหนืออย่างเข้มงวด แต่ยังมั่นใจว่าสามารถป้องกันได้เพราะมีเขื่อนป้องกันน้ำท่วม
- ส.อ.ท. กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากโรงงานที่เป็นสมาชิก เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการ ขณะที่ กนอ. เตรียมประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ
สถานการณ์น้ำยังเป็นที่ติดตามจากหลายฝ่าย โดยช่วงวันที่ 1-4 ต.ค.2569 ที่จะมีน้ำทะเลหนุนสูง และช่วง 5-8 ต.ค.69 ที่จะมีฝนตกเพิ่ม ซึ่งทำให้มีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบสถานการณ์ช่วงวันที่ 5-7 ต.ค.2569 ปริมาณฝนกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ จะเพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมวลน้ำหลากจากแม่น้ำสะแกกรังมาสมทบอีก 500-600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยกรมชลประทานเร่งผันน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก
ทั้งนี้ ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอัตรา 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วงบ่ายวันที่ 1 ต.ค.2569 โดยกรมชลประทานเตรียมแผนรองรับกรณีเพิ่มการระบาย
เมื่อตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนได้ลดการระบายน้ำ โดยเขื่อนภูมิพลงดระบายน้ำวันที่ 30 ก.ย.-1 ต.ค.2569 รวมถึงเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อช่วยหน่วงน้ำตอนบนไม่ให้ลงมาสมทบ
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 109% ของความจุเก็บกัก จึงต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก โดยปรับขึ้นถึงอัตราวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เขื่อนพระรามหกต้องเตรียมเพิ่มการระบายน้ำตามด้วย
ผลกระทบน้ำท่วมต่อภาคการผลิต
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามและประเมินสถานการณ์อุทกภัยวันที่ 24-30 ก.ย.2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมกรุงเทพฯ และ 14 จังหวัด โดยมีทั้งพื้นที่ชุมชน เส้นทางคมนาคม โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ การประเมินเบื้องต้นของ ส.อ.ท.ภายใต้สมมติฐานสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบ 40% มีมูลค่าความเสียหาย 1,018 ล้านบาท โดยเป็นข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และต้องปรับปรุงตามเพิ่มเติม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี
สำหรับการประเมินความเสียหายครอบคลุมความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1.ความเสียหายทางตรง รถยนต์และยานพาหนะของบริษัท ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคภายในโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบและ Supply Chain เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิตจากพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้
2.ความเสียหายทางอ้อมจากการผลิตแล้วไม่สามารถจำหน่ายสินค้า และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจบางส่วน ประกอบกับขนาดสถานประกอบการและสถานะการเป็นสมาชิกในการจัดทำประมาณการ
เร่งสำรวจโรงงานเสียหายในภาคกลาง
สำหรับในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 เขต และมีสมาชิก ส.อ.ท.ตั้งในพื้นที่ดังกล่าว 2,261 ราย, จ.สมุทรปราการ ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอบางพลีน้ำท่วมสูง และโรงงานได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมบางพลีและโรงงานตามแนวเส้นเทพารักษ์-บางเสาธง โดยมีสมาชิก ส.อ.ท.ในพื้นที่ 1,269 ราย
จ.ปทุมธานี ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี คลองหลวง ธัญบุรี และลำลูกกา มีสมาชิก ส.อ.ท.ในพื้นที่ 681 ราย โดยยังมีน้ำท่วมขังบางพื้นที่และการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก
จ.นนทบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอปากเกร็ดและอำเภอเมือง มีสมาชิกที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น 26 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะน้ำล้อมรอบ
จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังบริเวณบ้านเรือนและเส้นทางสัญจร ซึ่งสมาชิก ส.อ.ท.ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม
จ.ชลบุรี ได้รับผลกระทบ 10 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม และบ้านเรือนประชาชน โดยโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างรวบรวมความเสียหาย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมกระทบหลายมิติไม่เฉพาะประชาชน แต่เริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ การขนส่งและแรงงาน โดย ส.อ.ท.เร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากสมาชิกเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการ
นิคมฯอยุธยาเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้พบปัญหาที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งปัจจุบันคลี่คลายแล้ว รวมถึงพื้นที่โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า (บ้านโพธิ์) จ.ฉะเชิงเทรา ยังมีน้ำท่วมขัง
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์น้ำในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ควบคุมได้แล้วและมีแนวโน้มดีขึ้น
ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ต้องรองรับปริมาณน้ำเหนือไหลหลากหลังจากนี้ โดยมั่นใจว่าป้องกันและรับมือได้ดีเพราะแต่ละที่มีเขื่อนป้องกันน้ำท่วม
รวมถึง กนอ.สั่งการให้ทดสอบระบบป้องกันน้ำท่วมแบบเต็มระบบ (Full Test) ทุกนิคมอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบต้นทางระบบระบายน้ำ คูคลองและเส้นทางระบายน้ำนอกนิคมอุตสาหกรรม เพื่อประเมินความพร้อมการระบายน้ำ ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม กนอ.มีความพร้อมจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือทันที
ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ระดับน้ำภายในต่ำกว่าขอบรางระบายน้ำ 2.30 ม. เช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรมนครหลวง และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) ระดับน้ำหลังคันป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า ห่าง 2.35 ม. ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระยะปลอดภัย
ขณะที่อัตราการระบายน้ำรวม (แม่น้ำเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหก) อยู่ที่ 2,831 ลบ.ม.ต่อวินาที เกณฑ์เฝ้าระวังนิคมอุตสาหกรรมอยู่ที่ 3,500 ลบ.ม./วินาที
นิคมฯอมตะชลบุรีกระทบหนัก
นอกจากนี้นิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักสุดขณะนี้คือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ชลบุรี ซึ่งมี 10 เฟส โดยพื้นที่ประสบปัญหารุนแรง คือ เฟส 7, 8, 9 และ 10 ซึ่งเวลา 8.00 น.วันที่ 1 ต.ค.2569 ในเฟส 7-9 น้ำท่วมสูง 30-70 ซม. ทั้งหมดอยู่ในจุดเฝ้าระวังน้ำจากภายนอกไหลเข้า โดยได้ซ่อมแซมคันดิน 4 จุด และอยู่ระหว่างดำเนินซ่อมแซม 1 จุด
ทั้งนี้ สาเหตุหลักเกิดจากเขื่อนดินเกิดการแตกชำรุด ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าพื้นที่รวดเร็ว เบื้องต้นตรวจสอบพบโรงงานที่ได้รับผลกระทบ 34 โรงงาน โดยเร่งตรวจสอบความเสียหายใกล้ชิด รวมทั้งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการเยียวยา รวมถึงการวางแผนช่วยเหลือระยะยาวหลังน้ำลดลง
“คณะกรรมการ กนอ.จะมีการประชุมนัดพิเศษพิจารณาการช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ” นายสุเมธ กล่าว
น้ำท่วม7วันกระทบ 6 หมื่นล้านบาท
รศ.ดร.อัทธ์พิศาล วานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า การประเมินผลกระทบน้ำท่วมวันที่ 24-30 ก.ย.2569 รวม 7 วัน ใน 31 จังหวัด และกรุงเทพฯ กระทบภาคเกษตร ปศุสัตว์ รถยนต์ การค้า ร้านอาหาร และการขนส่ง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกจากปัญหาการผลิตและการส่งมอบสินค้าที่สะดุด
ทั้งนี้ประเมินมูลค่าความเสียหายของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรทั้งระบบจากน้ำท่วมปี 2569 มูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเสียหาย 6.9 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 0.36% ของ GDP โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มรับผลกระทบมากสุดมูลค่าความเสียหาย 2.5 หมื่นล้านบาท
ตามด้วยผู้แปรรูปสินค้าเกษตร มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท และผู้ส่งออก 5.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม 1.3 หมื่นล้านบาท จากสินค้าที่ขาดแคลนและมีราคาที่สูด
ขณะที่มูลค่าความเสียหายรายสินค้าเกษตร พบว่า ข้าวมีมูลค่าความเสียหายมากสุดที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ตามด้วยมันสำปะหลัง 2.7 พันล้านบาท ส่วนปศุสัตว์ ธุรกิจการเลี้ยงโคและกระบือได้รับผลกระทบมากสุด 3.5 พันล้านบาท
ส่วนผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากสินค้าขาดแคลน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยผู้บริโภคต้องจ่ายเพื่อซื้ออาหารประเภทข้าวมากสุด 6.5 พันล้านบาท ตามด้วยค่าใช้จ่ายเนื้อสัตว์ 2 พันล้านบาท และเนื้อไก่ 1.7 พันล้านบาทรวมภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม 1.3 หมื่นล้านบาท
กลุ่มธุรกิจร้านอาหารมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น 3.4 พ้นล้านบาท จากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และค่าขนส่งที่สูงขึ้น
นอกจากนี้น้ำท่วมทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงโดยมูลค่าการส่งออกข้าวและมันสำปะหลังจะมีมูลค่าส่งออกลดลง 2.3 พันล้านบาท และ 2.1 พันล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น รวมทั้งหมด 2.2 พันล้านบาท จากการขนส่งที่ยากลำบากในการส่งสินค้า ทำให้ต้องปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้น
แนะเร่งฟื้นฟูห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร
รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ขอเสนอแนวทางฟื้นฟูห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรหลังน้ำลด โดยเร่งฟื้นฟูพื้นที่เกษตรและช่วยเหลือเกษตรกรให้กลับมาผลิตได้ทันรอบเพาะปลูกถัดไป ทั้งการระบายน้ำ สำรวจความเสียหาย สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ปรับปรุงดิน และจัดหาเงินทุน ขณะที่ภาคปศุสัตว์ควรสนับสนุนอาหารสัตว์ การตรวจโรค และการซ่อมแซมโรงเรือน
นอกจากนี้ ควรเร่งให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามความเสียหายจริง ทั้งการจ่ายเงินเยียวยา การพักชำระหนี้ และสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟู รวมถึงเชื่อมโยงวัตถุดิบจากพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่โรงงาน เพื่อป้องกันการหยุดผลิตของโรงสี โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานแป้งมันสำปะหลังและโรงฆ่าสัตว์





