‘ปกรณ์’ กางพิมพ์เขียวปฏิรูปกฎหมาย-ภาครัฐ รื้อระบบอนุมัติ-อนุญาต สังคายนา 7,600 กฎกระทรวง ดันไทยสู่มาตรฐาน OECD
KEY POINTS
- นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ชี้ว่าระบบกฎหมายไทยกว่า 90% เป็นระบบควบคุมผ่านการอนุมัติ-อนุญาต ซึ่งเป็นช่องทางทุจริต จึงเตรียมปรับบทบาทรัฐจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก"
- รัฐบาลตั้งเป้าปรับปรุงและรื้อถอนกฎกระทรวงทั้งหมดราว 7,600 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองอีกกว่า 40 เรื่อง เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใส
- มีแผนปรับโครงสร้างภาครัฐให้เหมาะสม (Right Sizing) และปฏิรูประบบงบประมาณ หลังพบว่ามีโครงสร้างเทอะทะและงบประจำสูงถึง 73% ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มประเทศ OECD
- การปฏิรูปกฎหมายจะใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific-based) และการประเมินผลกระทบทางกฎหมาย (RIA) ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวในหัวข้อ "การปฎิรูปกฎหมายและภาครัฐ : กลไกสำคัญสู่ Zero Corrruption" จัดโดยคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” ว่าระบบกฎหมายไทยกว่า 90% ยังติดอยู่ในระบบควบคุม (Control System) ผ่านการอนุมัติและอนุญาต
ซึ่งกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมประกาศจับมือภาคเอกชน ทั้งคณะกรรมการ กกร. และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก "ผู้ควบคุม" (Controller) เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายปกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติกว่า 900 ฉบับ และกฎกระทรวงอีกกว่า 7,000 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่ตราขึ้นตามโครงสร้างยุคดั้งเดิม อีกทั้งที่ผ่านมามีการแก้ไขกฎหมายเก่าน้อยมาก แต่เน้นการออกกฎหมายใหม่ซ้อนทับ ส่งผลให้เกิดการใช้ดุลพินิจสูงและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
รัฐบาลจึงตั้งเป้าปรับปรุงกระบวนการและขั้นตอนตามกฎกระทรวงทั้งหมดราว 7,600 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่เปิดกว้าง โปร่งใส และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายลำดับรองที่อยู่ในสต๊อกเตรียมรื้อถอนร่วมกับภาคเอกชนอีกกว่า 40 เรื่อง
ผ่าโครงสร้างรัฐอุ้ยอ้าย งบประจำพุ่ง 73%
ในส่วนของโครงสร้างภาครัฐ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยไม่มีการปรับโครงสร้างหลักมานานนับตั้งแต่ปี 2545 ทำให้มีโครงสร้างเทอะทะและมีงบประมาณรายจ่ายประจำสูงถึง 73% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มประเทศ OECD ที่มีงบรายจ่ายประจำไม่เกิน 30%
การที่มีงบประจำสูงนอกจากจะกระทบงบลงทุนและการบริการสาธารณะแล้ว ยังส่งผลทางอ้อมต่อคุณภาพชีวิตของข้าราชการ จนกลายเป็นช่องทางให้ใช้กฎหมายล้าหลังแสวงหาประโยชน์ รัฐบาลจึงมีนโยบายปรับขนาดภาครัฐให้เหมาะสม (Right Sizing) พร้อมปฏิรูประบบงบประมาณจาก Line item budget ไปสู่ Performance budgeting
ชูเกณฑ์ Scientific-Based รับ Technical Review เข้าสมาชิก OECD
นายปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกกฎหมายและนโยบายในระยะต่อไปจะต้องอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific-based policy) โดยบังคับใช้การประเมินผลกระทบทางกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญในการเข้ารับการประเมิน Technical review เพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ควบคู่กับการยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law)
โดยการปฏิรูปทั้งหมดไม่ได้ทำเพียงเพื่อต่อต้านการทุจริตเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ให้เกิดขึ้นในทุกระดับของสังคม พร้อมกล่าวย้ำในตอนท้ายว่า "ณ วันนี้ ถ้าเราไม่ลงมือทำ มันจะสายไปแล้ว"





