วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

“พจน์“ ชู “ไม่จ่าย” ปิดช่องคอร์รัปชัน ดันรัฐ-เอกชนร่วมแก้ปัญหา

“พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” เปิดเวที  Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” จี้ รัฐ ลดดุลยพินิจ-เอกชนยึด “ไม่จ่าย” เดินหน้า Zero Corruption ปิดช่องคอร์รัปชัน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ประธานคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) และประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” ว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของภาคธุรกิจ แต่เป็นปัญหาของทุกภาคส่วนในสังคม เนื่องจากการใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างไม่ถูกต้องส่งผลให้ทรัพยากรที่ควรนำไปพัฒนาการศึกษา โรงพยาบาล ถนน และบริการสาธารณะ อาจไม่ถึงประชาชนอย่างเต็มที่

ผลกระทบจากคอร์รัปชันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลต่อโอกาส ความเป็นธรรมในสังคม และความเชื่อมั่นต่อระบบโดยรวม อีกทั้งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ปัญหาด้านคุณภาพบริการสาธารณะ ความเหลื่อมล้ำ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศยังคงยืดเยื้อ ดังนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจึงเป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต โอกาส และอนาคตของสังคมไทย

สำหรับ “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” ครบรอบ 1 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังจาก กกร. เห็นว่าจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โดยขณะนั้นดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ของประเทศไทยอยู่ที่ 33 คะแนน และอยู่ในอันดับ 116 จึงเกิดการรวมพลังของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา มีองค์กรภาคเอกชนและบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 50 องค์กร ทั้งจากตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงภาควิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย TDRI TIJ ป.ป.ท. ป.ป.ช. และมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะการแก้ปัญหาที่กระทบต่อภาคธุรกิจ แต่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยรวม

นายพจน์ กล่าวว่า ในช่วง 11–12 เดือนที่ผ่านมา การขับเคลื่อนจากภาครัฐเริ่มมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเข้ารับตำแหน่ง ได้มีโอกาสเข้าพบหอการค้าไทย และภาคเอกชนได้นำเสนอวาระแห่งชาติ 6 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และเสนอให้มีคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ ต่อมาในการประชุม กรอ. ครั้งแรก นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งปัจจุบันได้ประชุมแล้ว 2 ครั้ง และมีการสั่งการในประเด็นต่าง ๆ อย่างจริงจัง

“จากความตั้งใจของภาคเอกชน วันนี้กำลังพัฒนาไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเราต้องทำให้ความร่วมมือนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้” นายพจน์ กล่าว

นายพจน์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแนวทาง “ฟ้อง จับ จบ” แม้การปราบปรามยังมีความสำคัญและจำเป็น แต่หากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องพิจารณาถึงต้นเหตุว่าอะไรคือช่องทางที่ทำให้เกิดการทุจริต และจะปิดช่องทางเหล่านั้นได้อย่างไร

ในมุมของ กกร. จึงให้ความสำคัญกับการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ ใบอนุญาต และขั้นตอนต่าง ๆ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ การเปิดเผยข้อมูลให้สามารถตรวจสอบได้ และการคุ้มครองผู้ที่กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยหลายเรื่องไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ แต่สามารถเริ่มจากการทบทวนกฎกระทรวง ประกาศ หรือขั้นตอนของหน่วยงานที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้กติกามีความชัดเจน ลดช่องว่างและภาระ และทำให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น

นายพจน์ กล่าวว่า  ภาคเอกชนยังเสนอแนวคิด “ไม่จ่าย” ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เพราะตราบใดที่ยังมีผู้จ่าย ก็ยังมีผู้รับ ดังนั้น การปิดช่องทางการจ่ายจะช่วยลดพื้นที่ของคอร์รัปชัน โดยภาครัฐต้องทำให้ระบบเอื้อต่อการ “ไม่จ่าย” ลดดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ โปร่งใสและชัดเจน รวมถึงมีระบบคุ้มครองผู้ที่ปฏิเสธการจ่ายสินบน

ขณะที่ภาคเอกชนต้องเริ่มจากการยกระดับธรรมาภิบาล เสริมความเข้มแข็งของระบบควบคุมภายใน และไม่ทำให้การจ่ายสินบนกลายเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ หากภาครัฐทำให้ระบบมีความโปร่งใส และภาคธุรกิจร่วมกัน “ไม่จ่าย” จะช่วยค่อย ๆ ปิดพื้นที่ของคอร์รัปชันลงได้

นายพจน์ กล่าวว่า การทำให้ Zero Corruption เกิดขึ้นจริงไม่สามารถดำเนินการโดยภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งการทำให้กฎหมายเป็นกติกาที่ชัดเจน ภาครัฐทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ภาคธุรกิจแข่งขันกันด้วยความสามารถ และประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

“ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การมีนโยบายที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้นโยบายนั้นเกิดขึ้นจริง จากกฎหมายสู่ระบบที่ดี จากเจตนารมณ์สู่การปฏิบัติ และจากความร่วมมือสู่การเปลี่ยนแปลง” นายพจน์ กล่าว