ครม. ไฟเขียวงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 2570 ทะลุ 1.48 ล้านล้านบาท สั่งลุยเบิกจ่ายเงินลงทุน 4.52 แสนล้าน ไม่น้อยกว่า 95% ของวงเงินเบิกจ่ายลงทุนจริง
KEY POINTS
- ผ่าแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจปี 2570 ทะลุ 1.48 ล้านล้าน
- สั่งลุยเบิกจ่ายเงินลงทุน 4.52 แสนล้าน ไม่น้อยกว่า 95% ของวงเงินเบิกจ่ายลงทุนจริง
- ลุยบิ๊กโปรเจกต์ รถไฟ-ทางด่วน-สายส่งเพิ่มประสิทธิภาพการส่งไฟฟ้า
- จับตากำไรปี 70 พุ่งแตะ 7.9 หมื่นล้าน รับข้อเสนอสภาพัฒน์แนะกระทรวงกำกับหน่วยงาน รับมาตรฐาน OECD ทบทวนการทำงาน - ความจำเป็นของบริษัทลูกที่ยังขาดทุน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมาเห็นชอบกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2570 ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เสนอ โดยภาพรวมการลงทุนทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจทั้ง 51 แห่ง ได้แก่ รัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้เป็นบริษัทมหาชน 46 แห่ง และรัฐวิสาหกิจประเภทบริษัทมหาชนในเครืออีก 5 แห่ง ได้แก่ ปตท.,ธนาคารกรุงไทย,ท่าอากาศยานไทย,อสมท และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ รวมวงเงิน 1.48 ล้านล้านบาท และมีวงเงินเบิกจ่ายลงทุนในปี 2570 วงเงินรวม 4.52 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้เป็นบริษัทมหาชน จำนวน 46 แห่ง มีวงเงินลงทุนตามแผนรวมทั้งสิ้น 1.1 ล้านล้านบาท และมีวงเงินในการเบิกจ่ายลงทุนรวม 2.23 แสนล้านบาท ส่วนรัฐวิสาหกิจ 5 แห่งที่เป็นองค์กรมหาชน มีวงเงินในการดำเนินการ 3.84 แสนล้านบาท และมีวงเงินเบิกจ่ายลงทุนในปี 2570 วงเงินรวม 2.23 แสนล้านบาท ทั้งนี้ครม.เห็นชอบให้มีการกำกับการเบิกจ่ายงบลงทุนให้ไม่น้อยกว่า 95% ของวงเงินอนุมัติให้เบิกจ่ายลงทุน
นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ได้รับทราบแนวโน้มผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจในปี 2570 ที่คาดว่าจะมีรายได้รวม 1.96 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมกว่า 7.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 กว่า 37.3% ส่วนรายจ่ายในปี 2570 ของรัฐวิสาหกิจคาดว่าจะมีรายจ่ายรวม 1.88 ล้านล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2571 – 2573 ของรัฐวิสาหกิจทั้ง 46 แห่งที่ไม่ได้เป็นบริษัทมหาชนในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีการลงทุนรวมกว่า 1.25 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 4.18 แสนล้านบาท ส่วนผลประกอบการคาดว่าจะมีกำไรสุทธิจำนวน 2.38 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 9.45 หมื่นล้านบาท
- อัดงบฯเดินหน้าเมกะโปรเจกต์หลายโครงการ
สำหรับโครงการสำคัญของรัฐวิสาหกิจที่มีการลงทุนในปี 2570 เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ – หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ - โคราช) วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 1.16 หมื่นล้านบาท,โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย - เชียงของ วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 1.51 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟสายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร - นครพนม วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 1.01 หมื่นล้านบาท
โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 1.19 หมื่นล้านบาท,โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา) วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 4.5 พันล้านบาท,โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และ กทม.เพื่อสร้างสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าวงเงิน 4.5 พันล้านบาท และโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ คลองหก จ.ปทุมธานี วงเงินเบิกจ่ายลงทุน 2.1 พ้นล้าน
- แนะยกระดับการทำงานรัฐวิสาหกิจ
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า ครม.เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของสภาพัฒน์เพื่อให้รัฐวิสาหกิจต่างๆปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเชิงโครงสร้าง และยกระดับการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
โดยมีแนวทางปฏิบัติ ได้แก่ การประเมินและบริหารความเสี่ยง: กำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานประจำปี 2570 ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และสามารถสะท้อนสัญญาณความเสี่ยงได้ล่วงหน้า พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาฐานะและเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ
รวมทั้งทบทวนเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐต้องคงความเป็นเจ้าของในรัฐวิสาหกิจ รวมถึงพิจารณาทางเลือกในการปรับบทบาทหรือรูปแบบการดำเนินงานให้เหมาะสม กำหนดให้รัฐวิสาหกิจจัดทำระบบบัญชีต้นทุนแยกประเภท ระหว่างกิจกรรมเชิงพาณิชย์และภารกิจบริการสาธารณะ (Public Service Obligation: PSO) อย่างชัดเจน
รวมทั้งให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์และทบทวนกลยุทธ์การจัดตั้งบริษัทในเครือ เพื่อรองรับการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลงทุน หรือการเพิ่มทุนในบริษัทลูกให้ชัดเจน
- สั่งรายกระทรวงประเมินติดตามการทำงานรสก.
นอกจากนั้นยังกำกับให้กระทรวงเจ้าสังกัดเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ และสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสินทรัพย์ของรัฐที่ได้ลงทุนไว้แล้ว โดยในส่วนของข้อสั่งการเฉพาะรายกระทรวงและหน่วยงาน มอบหมายให้กระทรวงการคลัง
โดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สคร.) และ การยาสูบแห่งประเทศไทย เร่งทบทวนบทบาทของการยาสูบแห่งประเทศไทย โดยศึกษาผลกระทบทั้งในมิติการเงิน การคลัง และสังคม เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้ชัดเจน พร้อมตั้งตัวชี้วัดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในส่วนของการกีฬาแห่งประเทศไทย บริหารจัดการทางการเงินให้รัดกุมและหาแนวทางเพิ่มรายได้ รวมถึงพิจารณาแหล่งเงินทุนทางเลือกอื่นสำหรับการดำเนินโครงการในระยะต่อไป เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ตาม พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562 เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทั้งในระดับฟาร์มและโรงงาน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยอื่น เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อตัวโคให้บรรลุเป้าหมายตามโครงการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (Thai-Denmark Smart Dairy Farm)
ส่วนกระทรวงคมนาคม ขอให้กำกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้เร่งพัฒนาขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าทางรางเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วอย่างเต็มประสิทธิภาพ และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่องค์กร
ขณะที่ในส่วนของกระทรวงพลังงาน ขอให้กำกับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ประเมินผลการดำเนินงานและทิศทางในอนาคตของ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าในการจัดตั้งทั้งในมิติการเงินและเศรษฐกิจ พร้อมเร่งรัดการลงทุนในโครงการต่อเนื่อง โครงการที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี และโครงการที่สนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับปรับปรุง
ส่วนกระทรวงมหาดไทย ขอให้ไปกำกับดูแลการประปานครหลวง และ การประปาส่วนภูมิภาค เพื่อจัดทำแนวทางการบริหารการลงทุนและบริหารสัญญาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมการ เช่น การจัดหาที่ดิน การขออนุญาตใช้พื้นที่ การประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ และการเตรียมความพร้อมด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขอให้เร่งศึกษาและสรุปผลการทบทวนบทบาทภารกิจโรงพิมพ์ตำรวจให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้การกำหนดรูปแบบองค์กรและแผนธุรกิจมีความสอดคล้องกันด้วย





