วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

สรท.ชี้ ปิดคลังสินค้าบินไทย กระทบส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เสี่ยงเสียออร์เดอร์ต่างประเทศ

ประธาน สรท. เผย ปัญหาขนส่งสินค้าทางอากาศล่าช้ารุนแรง กระทบการส่งออกตลอดห่วงโซ่อุปทาน แม้โรงงานผลิตสินค้าได้แต่ไม่สามารถส่งออกตามกำหนด โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาคาร์โก้อากาศ หากส่งมอบไม่ทัน ลูกค้าอาจหันไปซื้อจากประเทศอื่น ทำให้ออร์เดอร์ไทยสูญหาย ขณะที่มูลค่าความเสียหายยังประเมินไม่ได้

KEY POINTS

  • การบินไทยประกาศระงับบริการคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการส่งออกอย่างรุนแรง ทำให้สินค้าตกค้างจำนวนมาก
  • สินค้ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนไปขนส่งทางเรือได้ ทำให้ผู้ส่งออกเสี่ยงสูญเสียคำสั่งซื้อจากคู่ค้าในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และไต้หวัน
  • สรท. เรียกร้องให้การบินไทยเร่งระบายสินค้าที่ตกค้าง และเสนอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยบริหารจัดการปัญหา พร้อมหาพื้นที่คลังสินค้ารองรับเพิ่มเติม

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงกรณีที่การบินไทย ออกประกาศระงับการรับสินค้าเข้า-ขาออก และสินค้าถ่ายลำ (Embargo) ของคลังสินค้าการบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 1 – 6 ต.ค. ว่า เกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของภาคการส่งออกอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการที่เลือกใช้เส้นทางการขนส่งทางอากาศ มุ่งหวังให้สินค้าเดินทางได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้ แม้โรงงานจะยังคงผลิตสินค้าออกมาเรื่อยๆ และมีเที่ยวบินที่พร้อมทำการบินอยู่ แต่กลับไม่สามารถปล่อยสินค้าเคลื่อนตัวต่อไปได้ สินค้าจึงเกิดการแออัดและตกค้างตั้งแต่ระดับการขนส่งไปจนถึงบริเวณสนามบิน ก่อให้เกิดความระส่ำระสายในการบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บ

เรื่องการเคลื่อนย้ายในระบบ Supply Chain ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก พอระบบไม่ Flow สินค้าที่ผลิตออกมาก็ไม่รู้จะไปไหน ทั้งที่เครื่องบินสามารถบินได้ แต่กลับปล่อยสินค้าไปต่อไม่ได้ ทำให้สินค้าไปกองสะสมอยู่ที่สนามบิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นและน่าเสียดายอย่างยิ่ง ปัญหาดังกล่าวเริ่มก่อตัวขึ้นและหนักที่สุดเมื่อบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศหยุดรับและให้ชะลอการส่งสินค้าเป็นเวลา 2-3 วัน จนทำให้เกิดสินค้าตกค้างสะสมจำนวนมาก ” นายธนากรกล่าว

 “ สินค้าที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา แต่มีจำนวนชิ้นมาก เหมาะแก่การขนส่งทางคาร์โก้อากาศ ไม่สามารถเปลี่ยนไปขนส่งทางเรือ (LCL) ได้เนื่องจากสินค้ามีความละเอียดอ่อนและใช้เวลานานเกินไป โดยตลาดหลักที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศในแถบเอเชียอย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ที่ต้องรับชิ้นส่วนจากไทยไปประกอบต่อ” นายธนากร กล่าว

นายธนากร กล่าวว่า สำหรับมูลค่าความเสียหายในขณะนี้ ยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขที่แน่ชัดได้ เนื่องจากความเสียหายเกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ฝั่งผู้ผลิตในไทยที่ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ ไปจนถึงคู่ค้าในต่างประเทศที่กำลังรอรับสินค้า หากเป็นสินค้าที่ไม่สามารถหาอื่นมาทดแทนได้ ฝั่งคู่ค้าจะได้รับความเดือดร้อนที่ไม่สามารถนำไปผลิตต่อได้ แต่หากเป็นสินค้าที่สามารถหาแหล่งอื่นทดแทนได้ และมีเพียงประเทศไทยที่ไม่สามารถจัดส่งได้ ก็อาจทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจเปลี่ยนไปสั่งซื้อจากประเทศอื่น ส่งผลให้คำสั่งซื้อ (Order) ของไทยสูญหายไปในที่สุด 

ทั้งนี้ทาง สรท. ได้ยื่นหนังสือถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เพื่อแจ้งให้ทราบถึงความเดือดร้อนของภาคธุรกิจ และขอความช่วยเหลือในการเข้ามาดูแลบริหารจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

นายธนากร กล่าวว่า ในส่วนของความเสียหายและการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากสายการบิน นั้นในเชิงการค้าตราบใดที่สายการบินยังไม่ได้มีการรับจอง (Booking) และได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ก็ถือว่าไม่ได้มีความผิดในสัญญา ซึ่งทาง สรท. เองก็ไม่ได้คิดที่จะดำเนินการฟ้องร้อง แต่ต้องการให้บริษัท การบินไทย เร่งแก้เกมด้วยการระดมกำลังพนักงานเข้ามาสะสางปัญหา ทั้งในส่วนของเอกสารและตัวสินค้า เพื่อให้การขนส่งกลับมาไหลลื่นโดยเร็วที่สุด

นายธนากร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ปัญหาความแออัดคลังสินค้าสุวรรณภูมิ นั้น ในระยะสั้น โดย AOT ควรเร่งจัดหาพื้นที่และช่องทางรองรับสินค้าเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความแออัดของคลังสินค้า ขณะที่ CAAT ควรปรับลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยยังต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของ ICAO

ในด้านการตรวจสอบสินค้า ควรเพิ่มประสิทธิภาพและจำนวนเครื่องมือรักษาความปลอดภัย เช่น เครื่องตรวจจับร่องรอยสารระเบิด (ETD) และสุนัขตรวจค้นวัตถุระเบิด (EDD) พร้อมพิจารณา จัดตั้งคลังสินค้าแห่งใหม่ภายในสนามบิน หรือศูนย์ตรวจความปลอดภัยนอกสนามบิน (Off-site Screening) เพื่อให้สินค้าที่ผ่านการตรวจและซีลแล้วเข้าสู่ Green Lane ได้ทันที ลดการตรวจซ้ำ ลดการใช้พื้นที่คลัง และเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง

1. เร่งเพิ่มผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน Known Consignor (KC) และ Regulated Agent (RA) ให้ครอบคลุมตลอดซัพพลายเชน โดยเพิ่มจำนวนผู้ตรวจประเมินภาครัฐและเปิดทางให้ผู้ตรวจประเมินภายนอกเข้ามาช่วยรองรับการตรวจรับรอง เร่งรับรองผู้ประกอบการที่มีปริมาณส่งออกสูงและมีมาตรฐานความปลอดภัยอยู่แล้วเป็นลำดับแรก เพื่อลดความหนาแน่นของคลังสินค้า สนับสนุนเงินลงทุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจสอบสินค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ศึกษาการขยายขอบเขตการรับรอง RA ที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่อง X-Ray ของตนเอง เพื่อลดต้นทุน กำหนดค่าธรรมเนียมตรวจรับรองในระดับที่เหมาะสม ไม่เพิ่มภาระผู้ประกอบการ

2. เร่งพัฒนาระบบ National Cargo Community System (NCCS) ให้เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานและติดตามสถานะสินค้าแบบ Real-time เพื่อบริหารจัดการสินค้าและลดความแออัด โดยแจ้งสถานะสินค้าขาเข้าตั้งแต่เครื่องลงจอดจนพร้อมรับสินค้า เพื่อให้รถเข้ารับได้ตรงเวลา ลดการจอดรอ ให้รถบรรทุกจองคิวออนไลน์สำหรับรับ-ส่งสินค้า และกระจายปริมาณรถในแต่ละช่วงเวลา เชื่อมข้อมูลกับศุลกากร เพื่อให้ทราบปริมาณสินค้าที่ต้องตรวจปล่อยล่วงหน้า และจัดสรรเจ้าหน้าที่ได้สอดคล้องกับปริมาณงาน