วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำท่วมกรุงเทพชี้ไร้ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง ภูมิศาสตร์ซ้ำเติมศก.บีบคนแบกภาระเหมือนจ่าย‘ภาษี’

สภาพทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ทำให้เมืองมีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมโดยธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตเมืองตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1–2 เมตร ซ้ำเป็นบริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งมีปัญหาการทรุดตัวของดิน เมื่อบวกกับเมืองขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง ปัญหาเหล่านี้เพื่อรวมเข้ากับปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

“ลมมรสุมตามฤดูกาลและเหตุการณ์ฝนตกหนักผิดปกติมักสร้างภาระหนักให้กับระบบระบายน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วม ส่งผลให้

น้ำท่วมกลายเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก มากกว่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว”

เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารโลกเปิดตัวรายงานฉบับล่าสุด Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy หรือ เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง สาระส่วนหนึ่งระบุว่า ภายใต้บริบทนี้ ความเสี่ยงจากน้ำท่วมจึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของทั้งภาคธุรกิจ ครัวเรือน และหน่วยงานภาครัฐ โดยมักเหลือเวลาเพียงเล็กน้อยสำหรับการปรับตัวหรือฟื้นฟูสภาพระหว่างที่เกิดเหตุการณ์แต่ละครั้ง

ปัจจัยด้านน้ำต้นทุนที่มองไม่เห็นแต่จ่ายทุกปี

ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดจากความเสียหายทางกายภาพที่มองเห็นได้ชัดเจนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กลไกดังกล่าวซึ่งมักถูกเรียกว่า “แรงฉุดรั้งทางเศรษฐกิจจากปัจจัยด้านน้ำ” (hydro-economic drag) สะท้อนให้เห็นถึงการสูญเสียผลผลิต รายได้ และประสิทธิภาพการทำงาน

เมื่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และภาคบริการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ ธนาคารโลกประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมจากน้ำท่วมมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในสัดส่วนที่สูงมาก เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำซากแม้ในปีที่ไม่ได้เกิดภัยพิบัติรุนแรง เปรียบเสมือน “ภาษี” ที่บั่นทอนผลิตภาพอย่างต่อเนื่องและกัดกร่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจทีละน้อย แทนที่จะส่งผลกระทบเฉพาะในช่วงที่เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่เท่านั้น

ฝนทุก 1 มิลลิเมตร ฉุดความเร็วจราจร0.02 กม./ชม.

การหยุดชะงักของการสัญจรและระบบโลจิสติกส์ถือเป็นช่องทางหลักที่น้ำท่วมกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าความเร็วเฉลี่ยของการจราจรจะลดลงประมาณ 0.02 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาทุก ๆ 1 มิลลิเมตร ซึ่งผลกระทบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงเศรษฐกิจสำหรับเมืองที่ความเร็วรถในช่วงเวลาเร่งด่วนนั้นต่ำอยู่แล้ว

พายุฝนธรรมดาก็ฉุดความเร็วลง 7% ดันต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งห่วงโซ่อุปทาน

พายุฝนตามฤดูกาลทั่วไปจึงสามารถลดความเร็วเฉลี่ยลงได้ราว 7% ส่งผลให้เวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้น ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงสูงขึ้น และเกิดความไม่แน่นอนในการขนส่งสินค้า ผลกระทบในลักษณะเดียวกันนี้ยังพบได้ในภาคการขนส่งสินค้าและการดำเนินงานของท่าเรือ โดยฝนที่ตกหนักทำให้ระยะเวลาการรอคอยของรถบรรทุก ณ จุดเชื่อมต่อโลจิสติกส์สำคัญเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ความล่าช้าเหล่านี้ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพากรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางระดับชาติ ซึ่งตอกย้ำว่าอุทกภัยเป็นแหล่งที่มาของความไร้ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง มากกว่าเป็นเพียงความไม่สะดวกชั่วคราว

อ่าวไทยตอนบน: ตัวคูณความเสี่ยงที่ทำให้น้ำระบายไม่ออก

การคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่า ลักษณะความเสี่ยงภัยพิบัติของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มจะมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงน้ำท่วมนั้นมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและส่งผลกระทบร่วมกัน มากกว่าจะเป็นเพียงการรวมกันของปัจจัยต่าง ๆ แบบเส้นตรง 

พื้นที่อ่าวไทยตอนบนมีลักษณะเป็นชายฝั่งน้ำตื้นและกึ่งปิด ดังนั้น แม้ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง ก็สามารถส่งผลให้ระดับน้ำที่ปลายแม่น้ำ (tailwater) สูงขึ้น ขัดขวางการระบายน้ำ และเพิ่มทั้งระดับความลึกและระยะเวลาของน้ำท่วมขังในเขตเมือง ในช่วงที่มีฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำหลากจากแม่น้ำสูง

นับถอยหลังปี 2573: ผู้ประสบภัยเพิ่ม 2.5 เท่า

มิติของความเสี่ยงในอนาคตนี้ได้รับการประเมินมูลค่าไว้อย่างชัดเจนแล้ว และจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายรับมือที่เหมาะสมกับขนาดของความเสี่ยงดังกล่าว เฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว คาดว่าจะสร้างความสูญเสียเฉลี่ยต่อปีในประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าราว 2.6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 0.5% ของจีดีพี ภายในปี 2573 หากสถานการณ์ยังคงดำเนินไปในรูปแบบปกติ (business-as-usual) ในขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ระดับรอบ 50 ปี เพียงครั้งเดียวในปี 2573 อาจสร้างความเสียหายได้สูงถึง 10–15% ของจีดีพีทั้งประเทศ

นอกจากนี้ จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงปี 2578 ถึง 2587 คาดว่าจะสูงกว่าปี 2554 ถึง 2.5 เท่า เนื่องจากทั้งความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

สำหรับเมืองที่เป็นแหล่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงเพดานจำกัดของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของไทย หากการลงทุนเพื่อสร้างความสามารถในการรับมือกับน้ำท่วมไม่ก้าวทันกับระดับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

น้ำท่วมกรุงเทพชี้ไร้ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง           ภูมิศาสตร์ซ้ำเติมศก.บีบคนแบกภาระเหมือนจ่าย‘ภาษี’