ภาคการท่องเที่ยวเป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ปีนี้ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนความต้องการเดินทางไปสู่คุณค่าที่ยั่งยืนซึ่งพบว่าพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนที่สูงขึ้น ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนแรงงาน รวมถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานและชุมชนท้องถิ่น
รายงาน Travel & Tourism Development Index 2026 หรือ TTDI 2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ระบุว่า ประเทศไทยมีคะแนนรวม 4.35 คะแนน อยู่อันดับ 38 จาก 110 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 10 อันดับ และมีคะแนนเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปี 2567
“การเพิ่มขึ้น 5.6% ทำให้ไทยอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่มีคะแนน TTDI ปรับตัวดีขึ้นมากที่สุด และอยู่ในอันดับ 6 ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาเร็วที่สุด รองจากแอลเบเนีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.0% เวียดนาม 6.3% สปป.ลาว 6.1% กาตาร์ 6.0% และมาเลเซีย 5.8%”
ไทยรั้งอันดับ 4 ในอาเซียน
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ ไทยอยู่ในอันดับ 4 ของภูมิภาค รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่มีอันดับสูงกว่าเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสปป.ลาว
แม้คะแนนของไทยยังตามหลังมาเลเซียเพียง 0.15 คะแนน และอินโดนีเซีย 0.21 คะแนน แต่การขยับขึ้นถึง 10 อันดับสะท้อนว่าไทยกำลังลดช่องว่างด้านปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียมีพัฒนาการเด่นกว่าเล็กน้อย โดยอันดับขยับขึ้น 13 อันดับและคะแนนเพิ่มขึ้น 5.8% ส่วนเวียดนามและสปป.ลาวมีอัตราการเพิ่มของคะแนนสูงกว่าไทยที่ 6.3% และ 6.1% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุนในอาเซียนกำลังรุนแรงขึ้น ส่วนกัมพูชา เมียนมา และบรูไนไม่ได้อยู่ในขอบเขตประเทศที่จัดอันดับในรายงานฉบับปี 2569 จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงกับไทยได้
เอเชียขับเคลื่อนการฟื้นตัวของท่องเที่ยวโลก
WEF ระบุว่า เอเชีย-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคสำคัญที่ขับเคลื่อนการปรับตัวดีขึ้นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก โดย 7 ใน 10 ประเทศที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดอยู่ในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ติดกลุ่ม 10 อันดับแรกด้านการเพิ่มขึ้นของคะแนนประกอบด้วยเวียดนาม สปป.ลาว มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ สะท้อนการฟื้นตัวพร้อมกันของตลาดท่องเที่ยวในภูมิภาค ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง
รายงานยังจัดไทยอยู่ในกลุ่ม “เศรษฐกิจท่องเที่ยวเกิดใหม่ขนาดใหญ่” ซึ่งมีพัฒนาการของคะแนนโดยรวมรวดเร็วกว่ากลุ่มประเทศ 20 อันดับแรกของโลก การปรับตัวดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดท่องเที่ยวระหว่างประเทศ หากสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับบริการ และบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ธรรมชาติ–วัฒนธรรมหนุนอาเซียน
หนึ่งในแรงส่งสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว โดยคะแนนทรัพยากรทางวัฒนธรรมของภูมิภาคเพิ่มขึ้น 26.5% จากปี 2567 ซึ่งเป็นอัตราการปรับตัวสูงที่สุดในโลก ขณะที่คะแนนด้านทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น 9.1%
แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลบวกต่อไทยในฐานะประเทศที่มีฐานทรัพยากรหลากหลาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม ประเพณี และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นคะแนนภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่คะแนนเฉพาะประเทศไทย
นอกจากทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมแล้ว รายงานยังชี้ถึงการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการเชื่อมต่อทางอากาศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมในภูมิภาค
คะแนนดีขึ้น แต่ยังห่างกลุ่มผู้นำ
แม้อันดับของไทยปรับตัวดีขึ้นชัดเจน แต่คะแนน 4.35 ยังห่างจากประเทศผู้นำ โดยญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ของโลกที่ 5.27 คะแนน ตามด้วยสหรัฐ5.23 คะแนน และสเปน 5.22 คะแนน
รัมยา กฤษณสวามี หัวหน้าฝ่ายเอ็กซ์พีเรียนซ์ อีโคโนมี แอนด์ ซิตีส์ ของสภาเศรษฐกิจโลก กล่าวว่า ดัชนีการพัฒนาด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวล่าสุดแสดงให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวนั้นมีความแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ โดย 92% ของเขตเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่ดีขึ้นนับตั้งแต่ปี 2024
"ก้าวต่อไปไม่ใช่เพียงแค่การดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นเท่านั้น แต่คือการสร้างคุณค่าที่มากขึ้นผ่านการลงทุนในบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การท่องเที่ยวมอบประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ชุมชน ภาคธุรกิจ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ”
เตือนต้นทุนเดินทาง-ท่องเที่ยวพุ่งแซงเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ดัชนียังชี้ให้เห็นว่าภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น ในช่วงปี 2024 ถึง 2026 การเดินทางมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจนเข้าถึงได้ยากขึ้นใน 3 จาก 4 เขตเศรษฐกิจ ในขณะที่การลงทุนด้านการท่องเที่ยวไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงที และปัญหาการขาดแคลนแรงงานก็เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต
ประโยชน์ที่ชุมชนท้องถิ่นได้รับก็ลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวชัดเจน
รายงานเตือนว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการจ่าย เนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเร็วกอัตราเงินเฟ้อทั่วไป
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การแข่งขันด้วยราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวยอมใช้จ่ายมากขึ้นและพำนักนานขึ้น โดยไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ความคุ้มค่าของประเทศ





