วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

ส่งออกภาคบริการไทยโตต่ำค่าเฉลี่ยอาเซียน WTOชี้เทรดเซอร์วิสรุกการค้าโลก28%

การค้าระหว่างประเทศ เป็นเสาค้ำยันเศรษฐกิจของไทยเพราะมีสัดส่วนต่อจีดีพีมากกว่า 60% สำหรับการส่งออกสินค้า แต่ในโลกยุคใหม่มีกลุ่มสินค้าส่งออกที่กำลังเติบโตและมีบทบาทมากขึ้น นั่นคือ “ภาคบริการ”

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า  

 ภาคบริการดั้งเดิม ได้แก่ การท่องเที่ยวและขนส่ง คิดเป็นสัดส่วนหลักของภาคบริการไทย ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ระบุว่าในปี 2567  รายได้จากการท่องเที่ยวมีมูลค่าในเศรษฐกิจสูงกว่า 2.62–2.9 ล้านล้านบาท จากสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประมาณ 35 ล้านคน

      ส่วนภาคบริการสมัยใหม่ (Modern Services) ข้อมูลเชิงวิเคราะห์จาก ธปท.  บอกว่า หลังโควิด-19 การส่งออกบริการสมัยใหม่ของไทยขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิดที่ขยายตัวราว 5% ต่อปี แต่ยังถือว่าเติบโตช้ากว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่โตราว 9% ต่อปี

แรงงานขาดทักษะเหตุส่งออกบริการสมัยใหม่ต่ำ

เนื่องจาก มากถึง 86% ของมูลค่าการส่งออกบริการสมัยใหม่ไทย ยังกระจุกตัวอยู่ในหมวด บริการทางธุรกิจ เช่น ให้คำปรึกษา ทรัพย์สินทางปัญญา และการเงิน ขณะที่กลุ่มมูลค่าเพิ่มอย่างเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งด้านการส่งออกบริการด้าน ICT ของไทยในบางช่วงหลังโควิดหดตัวลงเฉลี่ยถึง 5% ต่อปี เนื่องจากข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานไทยในการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีดิจิทัลเชิงลึกเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ดังนั้ัน การวางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มการค้าภาคบริการสมัยใหม่ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องแก้ให้ได้ เพื่อไม่ให้ตกขบวนเศรษฐกิจยุคใหม่ 

เมื่อเร็วๆนี้ องค์การการค้าโลก (WTO) เผยแพร่รายงาน Export Promotion Strategies for Services: Lessons from the Developing World    รายงานฉบับนี้เป็นการศึกษากลยุทธ์ส่งเสริมการส่งออกภาคบริการของประเทศกำลังพัฒนา โดยมีกรณีศึกษาเชิงลึก 9 ประเทศ ได้แก่ ชิลี คอสตาริกา อียิปต์ อินเดีย จาเมกา มาเลเซีย มอริเชียส ฟิลิปปินส์ และอุรุกวัย

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้พูดถึงประเทศไทย โดยตรง แต่พบว่า ได้ใช้ประเทศไทยในฐานะประเทศเปรียบเทียบ เพราะรายงานให้ข้อมูลเชิงลึกด้านนโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกลยุทธ์การยกระดับทักษะและการดึงดูดการลงทุน และความจำเป็นในการปรับกลไกการส่งเสริมการส่งออกที่มุ่งเน้นสินค้าเป็นหลักให้เข้ากับสถานการณ์

การค้าบริการโตเด่นกินส่วนแบ่งเทรดโลก28%

        เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวอาลา ผู้อำนวยการใหญ่WTO กล่าวว่า ภาคบริการถือเป็นส่วนที่มีพลวัตมากที่สุดของการค้าโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลกำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ที่คนในยุคก่อนหน้านี้ไม่อาจจินตนาการได้ โดยบริการที่ส่งมอบผ่านช่องทางดิจิทัลมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.5% นับตั้งแต่ปี 2005 เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโต 4.7% สำหรับสินค้า และ 5% สำหรับบริการประเภทอื่นๆ 

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกบริการทั่วโลกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 28% ของการค้าโลก (คำนวณตามเกณฑ์ดุลการชำระเงิน) นับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง การส่งออกบริการถือเป็นหนทางในการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาเพียงสินค้าโภคภัณฑ์หรือภาคเกษตรกรรม

ดังนั้นภาคบริการสมควรได้รับความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่การผนวกภาคบริการเข้ากับยุทธศาสตร์การค้าและการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการส่งเสริมการส่งออกนั้น ไม่สามารถใช้วิธีการแบบเดิมที่เคยใช้กับสินค้ามาปรับใช้ได้โดยตรง

“การฝึกอบรม ชื่อเสียง ความไว้วางใจ ความเชี่ยวชาญ และความน่าเชื่อถือ ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของภาคบริการ ผู้ให้บริการจำเป็นต้องแสวงหาลูกค้า แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายทางวิชาชีพ และสร้างความมั่นใจว่าตนสามารถส่งมอบงานได้ตามที่ตกลงไว้”

เปิดกลยุทธ์ชิงเค้กตลาดส่งออกภาคบริการ

นอกจากนี้ การส่งเสริมการส่งออกบริการจำเป็นต้องเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาทักษะบุคลากร โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการส่งออกภาคบริการนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ ทั้งสภาพแวดล้อมทางนโยบาย โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และนโยบายด้านขีดความสามารถในการแข่งขันในภาพรวม

รายงานยังพบว่า นโยบายที่อยู่นอกเหนือขอบเขตภารกิจปกติของหน่วยงานส่งเสริมการส่งออกทั่วไป มาตรการเสริมเหล่านี้ซึ่งได้รับการเน้นย้ำจากข้อมูลในส่วนต่างๆ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะ การดึงดูดการลงทุน การดูแลนักลงทุนหลังการเข้ามาลงทุน การปฏิรูปกฎระเบียบ การรับรองมาตรฐาน ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 

"สิ่งที่เรากำลังพิจารณาคือระบบนิเวศที่ทำงานประสานกันเพื่อสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของสิ่งที่ผู้ส่งออกภาคบริการนำเสนอ ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงชี้ให้เห็นถึงแนวทางแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการส่งเสริมการส่งออกเข้ากับด้านต่างๆ เหล่านี้”

อนาเบล กอนซาเลซ  รองประธานฝ่ายประเทศและการบูรณาการระดับภูมิภาคของ ธนาคารเพื่อการพัฒนาอเมริกาและแคริบเบียน

หรือ IDB กล่าวว่า แม้การเข้าถึงตลาดจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ดำเนินการเพียงลำพังนั้นยังไม่เพียงพอ ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมีสถาบัน ทักษะ มาตรการส่งเสริมการลงทุน ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล และขีดความสามารถในระดับองค์กร เพื่อเปลี่ยนโอกาสทางการตลาดให้กลายเป็นการส่งออก การลงทุน และการจ้างงานที่เกิดขึ้นจริง 

แนะอย่าเน้นเลียนแบบดึงจุดแข็งแต่ละประเทศ 

"โดยนโยบายของแต่ละประเทศ กฎระเบียบและข้อตกลงทางการค้ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างโอกาส และสถาบันต่างๆ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับพหุภาคีอื่นๆ สามารถช่วยให้ประเทศต่างๆ สร้างขีดความสามารถ ระดมทุน และให้การสนับสนุนที่ยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ รายงานได้สรุป ประเด็นสำคัญ 3 ประการจากการเสวนาว่า ประการแรก การส่งเสริมการส่งออกภาคบริการจำเป็นต้องได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของบริการนั้นๆ การเป็นที่รู้จักเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงเครือข่ายและความสามารถในการพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ให้บริการสามารถส่งมอบงานได้จริง ประการที่สอง การส่งเสริมการส่งออกไม่สามารถดำเนินการอย่างแยกส่วนได้ ประสบการณ์ที่ระบุในหนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการส่งเสริมการค้าเข้ากับการลงทุน ทักษะ กฎระเบียบ และภาคเอกชน ประการที่สาม ไม่มีสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกกรณี คอสตาริกา จาเมกา อินเดีย และเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีการศึกษาในเอกสารฉบับนี้ต่างดำเนินตามแนวทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

รายงานย้ำว่า ความท้าทายแต่ละประเทศไม่เหมือนกันการพัฒนาการส่งออกภาคบริการจึงไม่ใช่การลอกเลียนแบบโมเดลของประเทศอื่น แต่เป็นการทำความเข้าใจหลักการเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทภายในประเทศของตนเอง

ส่งออกภาคบริการไทยโตต่ำค่าเฉลี่ยอาเซียน      WTOชี้เทรดเซอร์วิสรุกการค้าโลก28%