เขื่อนพระราม 6 วิกฤต ติดธงแดง หลังระบายน้ำทะลุ 647 ลบ.ม./วินาที เตือนรับมือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ น้ำเกินความจุ 102% เตรียมทยอยเพิ่มการระบาย กรมชลฯ ตรึงน้ำเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที บริหารจราจรน้ำสองลุ่มน้ำ
KEY POINTS
- เขื่อนพระราม 6 ปักธงแดงแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำวิกฤต หลังต้องระบายน้ำในอัตราสูงกว่า 647 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเกินเกณฑ์ที่กำหนด
- แจ้งเตือนประชาชนท้ายเขื่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจสูงขึ้น 1.00-1.20 เมตร และยกสิ่งของขึ้นที่สูง
- สาเหตุหลักมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำล้นอ่างเกิน 102% ของความจุ และจำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก
สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำป่าสักเข้าสู่ขั้นวิกฤต เขื่อนพระราม 6 ประกาศปักธงแดง หลังต้องระบายน้ำเกินเกณฑ์วิกฤต ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนในพื้นที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา สูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำล้นอ่างเกิน 102% จำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบาย กรมชลประทานจึงเร่งบริหารจัดการจราจรน้ำ พร้อมตรึงการระบายเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า วันนี้ (29 ก.ย.) เขื่อนพระราม 6 ระบายน้ำ 647.25 ลบ.ม./วินาที อยู่ในเกณฑ์ธงแดง หรือระดับวิกฤต ซึ่งกำหนดไว้เมื่อมีการระบายน้ำมากกว่า 550 ลบ.ม./วินาที หลังปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้น
การระบายน้ำในระดับดังกล่าวทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มสูงขึ้น จึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำป่าสัก โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียง ให้เฝ้าระวังระดับน้ำ ยกสิ่งของขึ้นที่สูง และหลีกเลี่ยงกิจกรรมบริเวณริมตลิ่ง โดยกรมชลประทานประเมินว่า การระบายน้ำในช่วง 600–700 ลบ.ม./วินาที จะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 1.00–1.20 เมตร
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำในอ่าง 891.26 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 102.27% ของระดับเก็บกัก และยังมีน้ำไหลเข้าอ่างวันละ 52.95 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดการณ์ในช่วง 7 วันข้างหน้าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างต่อเนื่องรวมประมาณ 370 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงจำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำตามแผน เพื่อควบคุมระดับและปริมาณน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
ทั้งนี้ กรมชลประทานกำหนดเพิ่มการระบายน้ำจากปัจจุบันวันละ 2.17 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นวันละ 9.97 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 30 กันยายน วันละ 19.87 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 1 ตุลาคม และวันละ 34.56 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 2 ตุลาคม โดยคาดว่าจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 3.50–4.00 เมตร แต่ยังอยู่ในลำน้ำและไม่ล้นตลิ่ง
โดยน้ำที่ระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะไหลลงมาตามแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระราม 6 ก่อนลงไปสมทบแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานจึงจัดการจราจรน้ำในลุ่มน้ำป่าสักควบคู่กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยในช่วงที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทยอยเพิ่มการระบาย จะตรึงการระบายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดปริมาณน้ำจากทั้ง 2 ลุ่มน้ำที่จะไหลลงไปสมทบกันในพื้นที่ตอนล่าง
สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำท่า ยังเพิ่มขึ้น โดยสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ วันนี้มีน้ำไหลผ่าน 2,038 ลบ.ม./วินาที เพิ่มจาก 1,904 ลบ.ม./วินาที เมื่อวานนี้ ขณะที่ยังมีน้ำจากลำน้ำสาขาไหลเข้ามาสมทบประมาณ 660 ลบ.ม./วินาที
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเพิ่มระดับการทดน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อหน่วงน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนไว้เหนือเขื่อนเป็นการชั่วคราว ลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยจะควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนไม่ให้เกิน +18.00 เมตร รทก. ล่าสุดวันนี้อยู่ที่ +17.66 เมตร รทก. พร้อมปรับเพิ่มการแบ่งน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเต็มศักยภาพ ขณะที่การระบายท้ายเขื่อนยังอยู่ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที
นายวิทยา กล่าวว่า การเพิ่มระดับทดน้ำหน้าเขื่อนส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้น กรมชลประทานจึงแจ้งเตือน จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท ให้เฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมติดตามปริมาณน้ำท่าอย่างใกล้ชิด หากปริมาณน้ำจากตอนบนและลำน้ำสาขายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องปรับการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากปัจจุบัน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ ภายใต้กรอบ 2,000–2,500 ลบ.ม./วินาที ที่กรมชลประทานได้เสนอขออนุมัติจาก กอนช. ไว้ เพื่อลดผลกระทบทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อน
วิกฤตน้ำท่วมในลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำเจ้าพระยาขณะนี้ ถือเป็นบททดสอบสำคัญในการบริหารจัดการจราจรน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งการตรึงระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาควบคู่กับการทยอยระบายน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างเป็นระบบ ไม่เพียงแต่ช่วยชะลอไม่ให้มวลน้ำทะลักเข้าซ้ำเติมพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนตอนล่างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างระยะเวลาให้พื้นที่รับน้ำท้ายเขื่อนป่าสักฯ สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำได้อย่างปลอดภัย





